Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
What To Expect ..
But not my turn (yet)
Harder Week
Hard Week
ทริปอิ่มหนำที่อัมพวา
eBook Experience
May 27th, 2012
Entertain (?)
ยัง(มีงานทำ)อยู่
เริ่มต้นใหม่กับเมษายน
I HATE MARCH
มหาสารคาม ไป-กลับ
Happy Day w. Namwhaan & Tim
Undesirable answer ...
Warsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa!
Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa!

Mon 15.08.11

เมื่อคืนมีเพื่อนร่วมห้องใหม่อีกสองคน หลังจากทักทายก็พบว่าทั้งสองสาวมาจากโคโลญจ์ และพอทั้งคู่รู้ว่าเราก็มาจากเยอรมันเหมือนกันก็เปลี่ยนภาษาคุยด้วยทันที ไม่ถามกันหน่อยเลยใช่ไหม ว่าเต็มใจหรือเปล่า? เอิ๊กๆๆๆ

วันนี้ตื่นมาก็ไปอาบน้ำ กินข้าว เก็บของ เตรียมลงไปรอโทเมกมารับ เช็คเอ๊าท์ ๑๑ โมง แล้วก็ลากกระเป๋าลงไปรอข้างล่าง ไม่นานนักราชรถสโกดาคันเดิมก็มาเทียบ เพิ่งเคยเห็นรถโทเมกตอนกลางวัน เอ่อ.. บาดแผลเยอะเหมือนกันนี่นา ฮ่าๆๆ ในรถมียูเลกและคาย่า แอบประหลาดใจเล็กน้อย ว่าคาย่าก็อยากออกมาส่งเราด้วยเหมือนกันหรอ? แต่คิดไปคิดมา อาจจะไม่ใช่เพราะเราก็ได้ น่าจะเกี่ยวกับยูเลกมากกว่า อิอิ อันนี้ไม่มีข้อสรุปนะ เพราะปกติก็เป็นคนที่เซนส์เรื่องพรรค์นี้ต่ำมาก ไม่ค่อยจะรู้หรอกว่าใครรู้สึกยังไงกับใคร ขนาดว่าเป็นเรื่องของตัวเองก็ยังไม่ค่อยจะรู้เลย ยิ่งมาเจอกรณีหนุ่มสาวโปลิช ที่เฟรนด์ลี่ที่สุดในสามโลกแบบนี้ ไม่ขอสรุปใดๆ ดีกว่า (แค่มั่นใจว่าไม่ใช่โทเมกก็พอละ หุหุ)

ลงความเห็นว่าไม่ควรจะเอารถไป เอากระเป๋าเดินทางของเราเก็บเข้าท้ายรถ แล้วหาที่จอดมันแถวๆ โฮสเทลนี่หละ เราสามคนยืนให้กำลังใจโทเมกแบบขำๆ เราว่าเราพอจะรู้แล้วหละว่าทำไมสโกดาคันนี้ถึงได้มีแผลเต็มไปหมด เอาวะ.. อย่างน้อยๆ สองสามทีที่เคยนั่งรถโทเมกมา ก็ยังไม่มีตอนไหนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย อาจจะดูไม่รู้จักถนนหนทางบ้างเท่านั้นเอง (อย่างเมื่อคืนนี้ก็รู้สึกว่าต้องให้ยูเลกบอกทาง กรั่กๆๆ)

จอดรถได้เรียบร้อยก็เดินเท้าเข้าเมืองกัน วันนี้เป็นวันหยุดประจำชาติที่มีถึงสองเหตุการณ์สำคัญ คือ ๑) เป็นวันสำคัญทางศาสนา วันที่พระแม่มารีเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ และ ๒) วันกองทัพโปแลนด์ ฟังแล้วก็ร้องโว้ว.. ทั้งศาสนาและการทหารในวันเดียวกันเลยรึ? แต่แก๊งค์เราก็ไม่ค่อยได้ไปซึมซับบรรยากาศในส่วนของศาสนาซักเท่าไหร่ เห็นแค่ว่าตามโบสถ์ทั้งหลายมีคนเยอะกว่าปกติเท่านั้น ที่ทำให้คึกคักและตื่นตาตื่นใจจริงๆ เป็นส่วนของวันกองทัพมากกว่า

นึกภาพวันกองทัพไทย ที่ทหารเหล่าต่างๆ ต้องมาทำพิธีถวายสัตย์แล้วก็สวนสนามไว้เลย ของโปแลนด์ก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน บนถนน Krakowskie Przedmieście (คราคอฟสกี้ พเชดมีชเชีย เฮ่อ.. ว่าจะไม่ถอดเสียงชื่อถนนนี้ละนะ แต่อุตส่าห์เขียนถึงอีกทีในวันสุดท้ายนี่ ถอดซะหน่อยละกัน) เต็มไปด้วยผู้คน ที่เคยเล่าว่าถนนหนทาง หรือลานทั้งหลายของเค้ามันดูกว้างๆ ใหญ่ๆ วันนี้มันเต็มไปด้วยคน คน และคน ได้จริงๆ มีทั้งขบวนดุริยางค์ ขบวนม้า สารพัดขบวนพาเหรด เดินเลาะๆ ดูรถถัง ซึ่งก็แปลกตาไปจากรถถังบ้านเราอยู่ ซักพักเพื่อนๆ ก็พาไปชะเง้อชะแง้อยู่แถวลานที่เป็นลานสำหรับสวนสนามจริงๆ มองไม่ค่อยเห็นหรอกเพราะเตี้ย -“- อาศัยมองจากจอโปรเจ็คเตอร์เอา เสียงทหารกล่าวคำปฏิญาณ เสียงฝีเท้า มันฟังแล้วฮึกเหิมดีนะ โทเมกชี้ให้ดูว่าคนที่ยืนอยู่ตรงปะรำพิธีนั่นคือนายกรัฐมนตรี แล้วก็ดูการชักธงชาติขึ้นสู่เสา แต่ธงไม่ใช่แบบที่คุ้นอ่ะ โทเมกอธิบายว่าอันนี้เป็นเหมือนธงประจำตัวของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ธงชาติ อ๋อ.. เข้าใจละ เลยบอกโทเมกว่า ในห้องชั้นก็ยังมีธงโปแลนด์ฝีมือเธอทำมือแปะอยู่เลยนะ ขออวดความเป็นแฟนพันธุ์แท้หน่อย ฮี่ๆๆ

ย้อนกลับไปเมื่อมิถุนายน สองปีที่แล้ว ที่เราสองคนไปงานที่เรียกว่า Go Out Party ในมหาวิทยาลัย งานที่นักเรียนต่างชาติจะมาพรีเซ็นท์ประเทศตัวเอง และบริเวณงานก็ตกแต่งด้วยธงของชาติต่างๆ ซึ่งไม่มีชาติไทยแลนด์กับโปแลนด์ เพราะไม่รู้เรื่องกันเลยว่าเค้าจะมีงานแบบนี้ (เอิ๊ก) แต่นายโทเมกก็ไปซุ่มทำธงชาติของตัวเองมาติดกะเค้าจนได้ และพอเลิกงานก็ดึงลงมา จะทิ้งละมั้ง แต่เราโวยวายไว้ สุดท้ายเขาก็เลยยื่นให้เราแทน บอกว่าเป็นที่ระลึก .. แต่คงคิดไม่ถึงล่ะสิ ว่าเราจะเก็บไว้นานขนาดนี้ :’)

เสร็จจากพิธีการตรงนี้ ก็เดินเล่นต่อในบริเวณงาน เค้าทำเป็นนิทรรศการแสดงอุปกรณ์และเครื่องมือทางการทหารที่ใช้อยู่จริงๆ หลายต่อหลายอย่าง ทั้งปืนสารพัดแบบ รถสารพัดแบบอีกเช่นกัน เครื่องแบบทหาร ฯลฯ ตั้งแต่ของเล็กๆ ไปจนถึงของใหญ่ๆ เรียกว่ามีอะไรเอาออกมาแสดงให้ดูหมดเลยอ่ะ แล้วไม่ใช่ว่าดูแต่ตามืออย่าต้องของจะเสียนะ เค้าให้ทดลองถือ ลองสวม ลองมองผ่านกล้องส่องทางไกลกำลังสูงๆ ยานพาหนะทั้งหลายก็เข้าไปลองนั่งดูได้ สัมผัสกันได้เลยเต็มที่ คนที่ตื่นเต้นกับของพวกนี้จริงๆ คือยูเลกกับโทเมก ตื่นเต้นกับปืนผาหน้าไม้น่าดู ได้ข่าวว่ามีแบบนี้ทุกปีไม่ใช่เหรอ? ฮ่าๆ ส่วนเราหรอ เพลินกับทหารมากกว่า กร๊ากๆ ก็บอกแล้วว่าของเค้าดีจริงๆ ประเทศนี้ แม้แต่พี่ทหารน้องทหารที่เห็นในงานนี้ หน้าตาดีๆ แถมอยู่ในยูนิฟอร์ม โอ๊ย.. เท่มากกกกกกกกกกก

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรักษาฟอร์มไว้อย่างเหนียวแน่น กรี๊ดอยู่แค่ในใจ ไม่ออกนอกหน้า ถึงจะอยากเก็บรูปมาเป็นหลักฐานฝากเพื่อนฝูงขนาดไหนก็ไม่ยกกล้องขึ้นถ่ายซัก ใบ มันเขินอ่ะ >.< แต่มายอมเสียกิริยาก็ตอนที่เจอคุณไดมอนด์หมาทหารนี่หละ โอ๊ยอีกที.. ทำไมมันหล่อจัดอย่างนี้ล่ะคับลูก!?! เยอรมันเชพเพิร์ดสามสี่ตัวที่เค้าเอามาโชว์ตัวนี่เกินบรรยาย กลัวน่ะไม่เคยกลัวอยู่แล้ว ทีแบบนี้ไม่อายด้วยนะ กรี๊ดปุ๊บถึงตัวเลย ขอให้โทเมกช่วยมาถ่ายรูปคู่ให้หน่อย นี่แหละ ไคลแม็กซ์ของงานสำหรับชั้น

เรายังมีเวลา ก็เลยไปเดินเล่นต่อในสวนซาสกี้ (Ogród Saski หรือ Saxon Garden) ซึ่งก็อยู่ในบริเวณเดียวกันกับที่เค้าจัดนิทรรศการนั่นแหละ สวนนี้เป็นสวนที่เก่าแก่ที่สุดของวอร์ซอ สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗ ร่มรื่น สวยไปคนละแบบกับวาเชียงกิซึ่งจะกว้างใหญ่สุดๆ ถึงซาสกี้จะไม่ใหญ่เท่า แต่ก็มีสไตล์ของสวนชัดเจนกว่า ปลายสุดของสวนมีพระราชวัง สวนนี้ก็คือสวนในพระราชวังนั่นเอง จะศิลปะแนวไหนไม่รู้ได้ เพราะว่าเปลี่ยนไปหลายยุคหลายสมัยอยู่ อธิบายได้ว่ามันเป็นทรงสมมาตรมากๆ ลักษณะแบบว่า ตั้งต้นปากทางที่น้ำพุอันใหญ่ แล้วก็มีทางเดินร่มรื่นซ้ายขวา ใช้ต้นไม้สูงๆ เป็นแนวถนน ส่วนที่เป็นสวนดอกไม้ก็มีการออกแบบไว้เป็นลวดลายสวยงาม แน่นอนว่าสมมาตรซ้ายขวาอีก บ่อน้ำที่มีก็เต็มไปด้วยเป็ด เป็ดตัวเมียเหมือนเดิม ถึงตอนนี้มั่นใจละว่าเมืองนี้ต้องมีการคุมกำเนิดเป็ดแน่ๆ

ยังพอมีเวลาเหลืออยู่ รถไฟเราเที่ยว ๑๔.๔๐ น. ก็เลยได้ไปกินข้าวกันก่อน แอบดีใจอีกแล้ว ยูเลกพาไปกินข้าวกลางวันร้านที่ชื่อว่าคาฟคา (Kafka) ดีใจเพราะว่าร้านนี้เป็นหนึ่งในร้านที่หนังสือ Wallpaper* แนะนำ ซึ่งที่ผ่านมา เราไม่ได้เที่ยวตามหนังสือเลย เพราะว่าตัวหนังสือมันแนะนำการเที่ยวคนละสไตล์กับเรา ค่อนข้างไฮโซว่างั้นแหละ ที่กิน ที่พัก มันดูไม่เหมาะกับเงินในกระเป๋า แต่สำหรับคาฟคาเนี่ย ติดอันดับไม่ใช่เพราะว่าแพง แต่เพราะว่ามันคูล เป็นที่เก๋ๆ ที่ให้พวกเด็กมหาวิทยาลัยมาแฮงก์เอ๊าท์อ่ะ ทำเลมันดีด้วย คืออยู่ติดเขตมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ไม่ไกลจากโฮสเทลที่เราไปพัก เข้าไปแล้วก็ประทับใจแหละ มันดูเก๋จริงอะไรจริง ลักษณะจะเป็นคาเฟ่กึ่งร้านหนังสือ มีหนังสือเยอะแยะให้หยิบอ่าน ร้านก็แต่งสวย สไตล์วัยรุ่นๆ นั่งยาวๆ ก็ได้ จะนั่งในร้านก็มีมุมชิลๆ อยู่หลายโต๊ะ หรือจะไปนั่งเก้าอี้ชายหาดบนสนามหญ้านอกร้านก็ได้ แต่ ณ จุดนี้ เราว่าพวกเราคงขยาดเก้าอี้ชายหาดไปอีกพักใหญ่อ่ะ เพราะฉะนั้นเรานั่งในร้านกันแน่นอน อ้อ.. สำหรับหนุ่มผู้โชคร้ายเมื่อคืนนี้ ยูเลกอัพเดทให้ฟังว่ายังโชคดีมากที่กระดูกไม่แตก คิดตามแล้วก็ยังสยองอยู่ เลือดเยอะขนาดนั้น แผลเหวอะแน่ๆ เลย

อีกเหตุผลที่ไม่นั่งเก้าอี้ชายหาดเพราะว่าจะกินข้าว นั่งแบบนั้นมันไม่มีโต๊ะ กินไม่ค่อยสะดวก เราเดินไปสั่งอาหารแล้วก็กลับมานั่งรอเสิร์ฟที่โต๊ะ ระหว่างรอก็เอาโปสการ์ดมาถ่ายรูปเก็บไว้ มาเที่ยวหนนี้ไม่ค่อยได้มีโอกาสซื้อโปสการ์ดเลย ส่วนใหญ่ไปเที่ยวย่านที่ไม่ใช่สำหรับนักท่องเที่ยว แต่เป็นที่ที่คนโปลิชเค้าไปกัน มันก็ไม่ค่อยมีโปสการ์ดขาย ได้มาสามใบเท่านี้แหละ ตอนเช้าก็พยายามหาซื้อแสตมป์ตามร้านทั่วไปที่ไม่ใช่ไปรษณีย์แล้วนะ กว่าจะได้ก็ยากก็เย็น ฮ่า หะแรกก็ตกลงกันว่า ให้ยูเลกกับคาย่าไปหาซื้ออะไรกินกันตามสบาย เรากับโทเมกกินอาหารเช้าก็มาแล้วทั้งคู่ ก็จะไปหาซื้อแสตมป์กันเอง แวะร้านที่เป็นซุ้มๆ ขายของสารพัด น้ำ บุหรี่ ขนม โทเมก บอกร้านแบบนี้แหละขายแสตมป์ด้วย ว่าแล้วเขาก็เข้าไปเจรจา ฟังออกแค่ Dzień Dobry (เจียน ดอบรี - สวัสดีตอนเช้า) นอกนั้นก็ลาละ ฮ่าๆ แต่ก็ซื้อไม่ได้อยู่ดี เพราะคนขายเธอไม่รู้ว่าจะต้องใช้แสตมป์มูลค่าเท่าไหร่ในการส่งไปต่างประเทศ อันนี้ยูเลก เดอะ เทคโนโลยีแมน ก็ช่วยเอาไว้ เช็คราคาให้ แล้วก็กลับไปซื้ออีกที แทบจะเทกระเป๋ากันเลยทีเดียว เที่ยวแบบใช้เงินพอดีมากๆ เสียดายแค่ว่า หนึ่งในโปสการ์ดสามใบนี้ไม่ถึงมือผู้รับ ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร เราเองนี่แหละ อุตส่าห์ส่งถึงตัวเองใบนึง ใบที่บีบคอให้สองหนุ่มเขียนให้นั่นแหละ เศร้า..

กินเสร็จก็ได้เวลาไปสถานีรถไฟจริงๆ ละ เริ่มแป้วอีก ตามระเบียบการจากลาจริงๆ เราเพียรบอกทั้งสามคนว่าส่งเราแค่ข้างหน้าสถานีรถไฟก็ได้นะ แต่ก็ไม่มีใครยอม จะไปส่งให้ถึงที่สุด ประเด็นนี้นี่ก็ลำบากใจมาก เพราะว่าคุยกับโทเมกไว้ตั้งแต่เริ่มวางแผนทริปนี้ เขาท้วงว่าถ้าเรากลับวันจันทร์เขากลัวว่าจะไปส่งเราไม่ได้ เราก็บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรากลับเองได้ ที่สำคัญ เราไม่ได้อยากให้เขาไปส่งเลย อันนี้พูดจากใจจริง เพราะว่าเป็นคนไม่ชอบบรรยากาศตอนลา พอใจที่จะให้เขามารับที่สถานีรถไฟวันที่เพิ่งมาถึงแบบนั้นมากกว่า แต่ก็ดูเหมือนไม่เป็นผล ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่รู้ว่าวันจันทร์วันนี้เป็นวันหยุด โทเมกก็เตรียมที่จะแว่บออกมาตอนพักเที่ยงแล้วไปส่งเราอยู่แล้ว พอมาเจอว่าเป็นวันหยุด คราวนี้เลยไม่มีอะไรขวางได้เลย แถมยังมียูเลกกับคาย่ามาเพิ่มอีกสองหน่อด้วย -“-

สถานีรถไฟ Warszawa Centralna วันนี้ไม่ค่อยเหมือนเมื่อวันที่มาถึงเลยแฮะ เหมือนไม่คุ้นหูคุ้นตากับอะไรซักอย่าง ไม่รู้จะโทษเวลา ว่าเป็นเพราะกลางวันกับกลางคืน ทำให้ภูมิประเทศมันต่างกัน หรือจะโทษตัวเองดี ที่วันนั้นความสนใจทั้งหมดมันเทไปอยู่กับโทเมกหมด แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เดินๆ ตามเค้าไปยังชานชาลา ยังมีเวลาอีกประมาณ ๑๕ นาที เหลือเฟือ เริ่มกระสับกระส่ายมากขึ้นทุกทีที่เห็นเข็มนาฬิกาขยับ เวลาที่ต้องไปมันใกล้เข้ามาทุกทีๆ แล้ว ลากันหนนี้ ไม่รู้เลยจริงๆ ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้เจอกันอีก ในหัวก็เริ่มคิดแล้วว่าจะบอกลาเขายังไงดี จะพูดอะไรดี ผีเสื้อบินเต็มท้องไปหมดแล้วอ่ะ

แต่ก็ยังอุตส่าห์ได้ต่อเวลาอีกนิด ประกาศจากสถานีรถไฟแจ้งให้ทราบว่าขบวนรถไฟที่เรารออยู่นี้จะเลทประมาณ ๓๐ นาที โอ้โห.. แม่จ้าว เราทำหน้าเหมือนถูกผีหลอก รถไฟเลทนี่ไม่ใช่เรื่องน่าพิศมัยเลยนะสำหรับคนเยอรมัน แถมนี่จะเลทตั้งครึ่งชั่วโมง ในขณะที่โทเมกยิ้มกริ่ม บอกว่าที่นี่โปแลนด์ไม่ใช่เยอรมนี รถไฟเลทแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก เอิ่ม.. อ่ะหรอ โอเค ครึ่งชั่วโมงก็ครึ่งชั่วโมง ก็เลยพยายามไล่เขากลับบ้านไปอีกที บอกว่ารถไฟจะเลท ขนาดนี้จะมาอยู่ทำอะไร ไม่ต้องเป็นห่วงเราแล้ว มาจนถึงชานชาลาแล้ว ไม่มีอะไรผิดพลาดแล้วหละ แต่ก็เหมือนเดิม เขายืนยันจะอยู่ส่งจนเราขึ้นรถไฟ

ตอนนั้นบอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าอยากจะให้รถไฟมาถึงไวๆ หรือลุ้นให้มันเลทต่อไปเรื่อยๆ แต่ในที่สุดมันก็มาเทียบชานชาลาประมาณ ๔๐ นาทีจากเวลาเดิม ไม่ว่าจะอยากหรือไม่อยากก็ตาม ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ยากเย็นที่สุดเสียที คาย่ายิ้มหวานให้แล้วเข้ามากอดลา บอกว่าดีใจที่ได้รู้จักเรา หวังว่าเราคงจะได้เจอกันอีก จากนั้นก็เป็นยูเลก ไกด์นำเที่ยวที่น่ารักที่สุดในวอร์ซอ ถ้าไม่นับโทเมกแล้ว สำหรับเรายูเลกคือสิ่งที่ดีที่สุดในทริปนี้ และคนสุดท้ายที่ทำใจลาย๊ากยากคือคนที่เป็นต้นเหตุของการตัดสินใจมีทริปนี้ นั่นเอง :’)

พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ได้พูดอะไรมากอย่างที่อยากพูด แค่มองตากันแล้วก็(คง)บอกขอบคุณ แล้วก็กอดลาเท่านั้น สารภาพตามตรงว่าจำอะไรไม่ค่อยได้ จำได้แค่ว่าใช้เวลาค่อนข้างนานกับกิริยาที่ไม่มีคำพูดนี้ และนานพอที่จะรับรู้ว่าไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่รู้สึกดีและรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เสียมากมาย แค่นี้ก็เป็นการลาที่จะอยู่ในความทรงจำไปอีกนานแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง ๓ คืน ๔ วันในวอร์ซอนี้ จะถูกเก็บไว้อย่างดี เก็บไว้เป็นทรัพยากรทางจิตใจที่จะกระเบียดกระเสียรใช้เพื่อคิดถึงในช่วงเวลา ที่จะต้องห่างกัน อาจจะเป็นปี หรือตลอดไป แต่เร็วกว่านั้นก็ดีนะ ใครจะรู้ :)

ป.ล. Pa Pa, Warszawa! = Bye Bye, Warsaw!

Warsaw Trip 10 Pa Pa Warszawa

(the end)


     Share

<< Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moonUndesirable answer ... >>

Posted on Fri 16 Mar 2012 15:00




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn