Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
What To Expect ..
But not my turn (yet)
Harder Week
Hard Week
ทริปอิ่มหนำที่อัมพวา
eBook Experience
May 27th, 2012
Entertain (?)
ยัง(มีงานทำ)อยู่
เริ่มต้นใหม่กับเมษายน
I HATE MARCH
มหาสารคาม ไป-กลับ
Happy Day w. Namwhaan & Tim
Undesirable answer ...
Warsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa!
Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon

Son 14.08.11

เป้าหมายต่อไปคือไปเจอโชแปงที่สวนวาเชียงกิ ;)

เป็นการไปสวนวาเชียงกิเป็นหนที่สอง เมื่อวานก็ไปมารอบนึงแล้ว แต่ก็ยังเดินไม่ทั่วสวน สมแล้วที่เป็นสวนที่ใหญ่ที่สุดของวอร์ซอ วันนี้ไปอีกก็ยังงงทิศงงทางอยู่ดี เหมือนจะคุ้นๆ กับครั้งที่แล้ว แต่ทำไมจำไม่ได้เลยหว่า?? จริงๆ แล้วอนุสาวรีย์โชแปงนี่อยู่ทางทิศเหนือของสวน และอยู่ไม่ไกลจากถนนใหญ่เลย แล้วทำไมเมื่อวานตอนยูเลกพามา ถึงไม่เห็นเลยซักนิด ว่ามีอนุสาวรีย์อยู่ตรงไหน?!? และก็เท่ากับว่าเมื่อวานเราเดินผ่านไป ลัดเข้าไปโซนในๆ ของสวน ชมนู่นชมนี่ เลาะลงใต้มาเรื่อยๆ จนมาใต้สุดที่ พลาซ ซาบาฟ (Plac Zabaw) หรือเพลย์กราวด์นั่นหละ ถ้าให้ดูแผนที่ก่อนเดินนี่มีงอแงอ่ะ ไม่แปลกใจ ทำไมถึงได้เดี้ยงซะ -"-

ปกติวันอาทิตย์แบบนี้ เค้าจะมีเปียโนคอนเสิร์ตแถวๆ อนุสาวรีย์ให้คนฟังฟรีๆ ด้วยนะเออ แต่พวกเรามาถึงช้าไป คอนเสิร์ตจบไปหมดแล้ว เหลือแต่ผู้คนและอนุสาวรีย์เพียวๆ ตัวอนุสาวรีย์โชแปงที่ว่านี่นอกจากจะใหญ่โตโอฬารแล้วก็ยังเท่มาก สร้างเป็นรูปโชแปงกำลังนั่งต้านลมอยู่ใต้ต้นวิลโลว์ ท่วงท่าและสีหน้านี่บอกเลยว่ากำลังอินมาก หรือไม่ก็ลมแรงมาก จนออกมาในรูปนี้ เอิ๊กๆๆ บริเวณใกล้ๆ อนุสาวรีย์ก็เป็นสวนกุหลาบ ขนาดว่ามันเริ่มโรยๆ แล้วเพราะเลยหน้าร้อนมาพักใหญ่ เราก็ยังอดกระดี๊กระด๊าไม่ได้ กุหลาบนี่เหมือนจะเป็นดอกไม้พื้นๆ นะ คือตั้งแต่รู้ประสา พอพูดถึงดอกไม้ ก็เหมือนจะรู้จักดอกกุหลาบก่อนเพื่อน เห็นก็เห็นบ่อย ไปไหนก็ได้เห็น แต่ก็ไม่ยักกะชินกับมัน เห็นแล้วก็ว่าสวยสมฐานะราชินีจริงๆ

นั่งเล่นซักพักก็เดินต่อ ลัดเข้าไปในสวนอีกแล้ว ตอนนี้หลงทิศแบบเต็มพิกัด เป้าหมายคือจะไปบ้านยูเลกเพื่อหยิบเสื้อกันหนาวสำหรับโปรแกรมตอนกลางคืน พวกเราสามคนมากันแบบเบาสบายจริงๆ เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ตายูเลกใส่ขาสั้นด้วยซ้ำ ก็กลางวันมันร้อน ใส่แค่นี้ก็พอแล้ว แต่พอตกกลางคืนมันก็เป็นอีกแบบอ่ะ ต้องมีการวางแผนการแต่งตัวให้เหมาะสม เดินไปเดินมาก็มาโผล่ที่อีกฝั่งนึงของสวน แล้วก็เป็นอพาร์ทเม็นท์ที่ยูเลกอยู่ ยูเลกขึ้นไปหยิบเสื้อและจะหยิบมาเผื่อให้ด้วยตัวนึง ส่วนเรากับโทเมกรออยู่ข้างล่าง ถือโอกาสแวะเข้าร้านขายของ อารมณ์ประมาณเซเว่น แต่เป็นร้านเล็กๆ อยู่ใต้อพาร์ทเม็นท์ ซื้อน้ำกันคนละขวด เราได้น้ำเปล่ากลิ่นสตรอเบอรี่มาลองขวดนึง อร่อยแปลกดีเหมือนกันแหละ

เรียบร้อยแล้วก็เดินไปขึ้นรถ ระหว่างที่เดินโทเมกก็นัดแนะกับมาร์ธา พี่สาวเขา รวมทั้งตกลงกันด้วยว่าจะใช้รถยนต์หรือจะรถเมล์ เท่าที่ฟัง(ซึ่งก็ฟังไม่ออกหรอกนะ แต่ทำไมเดาความได้ก็ไม่รู้ กร๊าก) ก็ประมาณว่าไม่เอารถไปดีกว่า เพราะมันจะนั่งกันไม่พอ ประเด็นนี้นี่จะไม่มีทางเป็นประเด็นได้เลยถ้าอยู่เมืองไทย จะกี่คนเราก็ไม่แคร์ เราสามารถนั่งซ้อน นั่งเบียด หรือแม้แต่นั่งตักกันได้ สบ๊ายสบาย ฮ่าๆๆๆ พอสรุปว่าไม่เอารถไป มาร์ธาก็ต้องเป็นฝ่ายนั่งรถเมล์ออกมาพบพวกเราข้างนอก พี่น้องเค้าก็นัดกันเรียบร้อย ว่ามาเจอกันที่อนุสาวรีย์วินเซนตี้ วิตอส ซึ่งคุณวินเซนตี้ วิตอส นี่ก็เป็นคนสำคัญอีกคนนึงของโปแลนด์ (ชัวร์ดิ คนธรรมดาจะได้มาเป็นอนุสาวรีย์มั้ยเล่าไอ้หวาน โธ่) เค้าเป็นประมาณนักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรี อะไรเทือกๆ นี้อ่ะนะ

พวกเราเดินทางย้อนกลับขึ้นมาทางเหนือ เพื่อมานั่งรอมาร์ธาอยู่ที่เชิงอนุสาวรีย์นี้ ซึ่งอยู่เข้ามาทางกลางๆ เมืองละ ที่ตั้งของอนุสาวรีย์วินเซนตี้นี่เค้าเรียกว่า Plac Trzech Krzyży โค่ดจะออกเสียงยากเรย คำอะไรนี่ พลาซ ทเชก คชิชี (ท ทหาร กับ ค ควาย แทบไม่ออกเสียงอ่ะนะ) (อ้อ.. แล้วอย่าคิดว่าเราเก่งกาจ จำชื่อยากๆ พวกนี้ได้นะจ๊ะ อาศัยมารีเสิร์ชต่อทีหลังซะมาก ขนาดให้เจ้าบ้านออกเสียงให้ฟัง ๓๘ ตลบก็ยังไม่มีปัญญาจะจำ ภาษานี้ ปราบเซียนจริงๆ มีโอกาสจะไปหาเรียนให้ได้เชียว หึ) หรือเป็นภาษาอังกฤษว่า Three Crosses Square น่าจะจำได้ง่ายกว่ากันเยอะ ความน่าสนใจของอนุสาวรีย์นี้ สำหรับเราแล้วไม่ได้อยู่ที่ประวัติของคุณวินเซนตี้ แต่อยู่ที่บริเวณนี้เป็นที่ที่เด็กๆ วอร์ซอเวียนเค้ามาเล่นสเก็ตบอร์ดกัน ตอนที่พวกเราไปถึงนอกจากจะเห็นหนุ่มคนนึงเล่นพาวเวอร์บอร์ดซิ่งผ่านมาแล้วก็ ผ่านไป ก็มีเด็กๆ อีกกลุ่มนึงมายึดลานอนุสาวรีย์เป็นที่ฝึกซ้อมอยู่แล้ว นั่งมองเพลินด้วยความชื่นชมจริงๆ ตัวยังเล็ก อายุยังน้อย แต่ฝีมือขนาดนี้ มีเวลาฝึกฝนอีกยาว กว่าจะโตคงเก่งกว่านี้อีกมากมาย อันนั้นก็ยังไม่เท่ากับเห็นความตั้งใจของเด็กๆ พวกนี้ มุ่งมั่น เล่นอยู่นั่น ซ้ำไปซ้ำมา ล้มลุกคลุกคลานก็ไม่สนใจ เวลาเห็นใครทำอะไรด้วยใจรักนี่มันตื้นตันจังอ่ะ :’)

นั่งรออยู่พักนึงมาร์ธาก็มาถึง เรารู้มาก่อนแล้วตั้งแต่สมัยเรียนภาษาเยอรมันกับโทเมก ว่าเขามีพี่สาวหนึ่งคน ความแสลงใจเล็กๆ ก็คือ ๑) แม้แต่พี่สาวเขาก็ยังเด็กกว่าเรา และ ๒) พี่สาวเขาชื่อเดียวกันกับแฟนเขา (ณ ตอนนั้น) ก็เลยจำได้แม่น และก็เคยเห็นรูปมาก่อนแล้ว พอมาเจอตัวจริงยิ่งรู้สึกว่าเออ.. สองคนนี้เค้าเหมือนกันแปลกๆ ดูเผินๆ นี่จะคนละลักษณะเลย โทเมกจะสูงชะลูด ส่วนมาร์ธาจะออกอวบๆ และเตี้ยกว่าเยอะ แต่ถ้าไม่รู้จักกันก่อน แล้วบังเอิญเราไปเจอมาร์ธาที่ไหน เราว่าเรามีหยุดมองหน้าแน่ๆ เพราะผู้หญิงคนนี้ทำให้คิดถึงโทเมก ๑๐๐% คือ เหมือนจะไม่เหมือนกันเอาซะเลยนะ แต่พอยิ้ม หรือดูปาก ดูตาแล้วมัน copy/paste มาเลยอ่ะ

ว่าแล้วก็คิดถึงน้องชายตัวเอง ไม่รู้จะมีใครคิดแบบเดียวกันนี้กับเราและแชมป์หรือเปล่า แต่คิดว่าไม่มีอ่ะ เพราะว่าเราสองคนนี่ไม่เหมือนกันของจริง แชมป์มันจะหน้าตาดี ส่วนเราก็แค่พอไปวัดไปวา ฮ่าๆๆ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ เราอิจฉาแฮะ ที่พี่น้องเค้าสนิทกันดีจังเลย โทเมกไม่ใช่แค่อยู่กับพี่สาวที่อพาร์ทเม็นท์กลางเมือง แต่เขาไปเที่ยวไหนๆ กับพี่ได้แบบไม่ตะขิดตะขวง อย่างวันนี้เขาก็ชวนมาร์ธาออกมาเที่ยวด้วย เหมือนกับว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่พี่สาวกับน้องชายจะไปเที่ยวด้วยกัน โดยไม่ต้องคำนึงเลยด้วยว่าจะไปกับกลุ่มเพื่อนน้องหรือกลุ่มไหน ดีอ่ะ.. เราซะอีก ที่ไม่ค่อยได้ไปไหนกับน้อง คือน้องมันก็ไม่อยากไปกับเราด้วยอ่ะนะ ไม่ใช่ว่าจะกีดกัน และมันก็เป็นแบบนี้มาจนชินซะแล้ว พอมาเจอเคสโทเมกกับมาร์ธา แว่บแรกก็เลยรู้สึกประหลาดใจ และก็เปลี่ยนเป็นอิจฉาอย่างที่บอก :)

ครบแล้วก็ขึ้นรถเมล์ไปลงแถวๆ มหาวิทยาลัยวอร์ซอ เนื่องจากยังมีเวลา ยูเลกเลยปรับเส้นทางนิดหน่อยเพื่อให้เรากลับโฮสเทลไปหยิบเสื้อแจ๊กเก็ตของ เราได้ ที่ต้องเตรียมกันขนาดนี้เพราะโปรแกรมถัดไปคือไปนั่งฟังดนตรีแจ๊ซที่ร้านโอเพ นแอร์ริมแม่น้ำวิสวา ฮู้ย.. รอค๊อยรอคอยเลยหละเรา ทั้งจะได้ฟังเพลง ทั้งไม่ต้องเดิน และทั้งได้อยู่ริมแม่น้ำ มันต้องเจ๋งมากแน่ๆ ดีใจและแอบสงสัย ว่ายูเลกรู้หรือเปล่าว่าเราอยากได้แบบนี้? เพราะมันเป๊ะมาก อย่างเมื่อวานเขาก็มีถามๆ ว่าเราอยากทำอะไรเป็นพิเศษไหม? เราก็บอกว่าอะไรก็ได้ แต่ก็มีตอนนึงที่เขาขอไกด์บุควอร์ซอที่เราเตรียมมาด้วยไปอ่าน แล้วในนั้นเราโน้ตไว้อ่ะ ว่าอยากทำอะไรบ้าง แต่ตอนนั้นมันคือตอนที่คิดว่าจะต้องเที่ยวเองคนเดียวไง ก็ไม่คิดว่าพอมามีโทเมกและยูเลกเป็นคนพาเที่ยวแล้วจะเรียกร้องอะไรเป็นพิเศษ คิดแค่ว่าอะไรก็ได้ที่สนุกด้วยกันทั้งสองฝ่ายก็พอ

ร้านนี้ก็เป็นร้านเดิมที่เมื่อวานเราแวะมากินโค้กนั่นแหละ แต่พอเย็นๆ เริ่มแดดร่มลมตกก็น่านั่งขึ้นอีกเป็นกองพวกเราไปถึงกันเร็ว บนเวทียังซาวด์เช็คกันอยู่เลย แต่ก็มีคนมาจับจองที่นั่งเต็มไปหมดจนพวกเราก็เกือบจะไม่มีโต๊ะ ได้โต๊ะนึงอยู่ไกลจากริมแม่น้ำที่สุดก็ต้องเอาละ นั่งซักแป๊บคาย่าก็ตามมาสมทบ อันนี้เราไม่รู้มาก่อน และรู้สึกว่าโชคดีมาก ที่ไม่รู้นึกยังไงเมื่อกลางวันไปแอบๆ ถามโทเมกว่าเพื่อนๆ เขาที่เราเจอเมื่อคืนชื่ออะไรกันบ้าง ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะได้เจออีกนั่นแหละนะ พอวันนี้มาเจอคาย่า ก็เลยสามารถทักชื่อเค้าได้ จำมาทันใช้พอดี๊พอดี ฮี่ๆๆ

อีกซักแป๊บ พาเวล เพื่อนร่วมงานยูเลกก็ตามมา พาเพื่อนมาอีกสองสามคนด้วย โต๊ะเราเลยกลายเป็นโต๊ะใหญ่ไปเลย และก็ตอกย้ำข้อสรุปของเราเกี่ยวกับความเฟรนด์ลี่ของคนโปลิช ถ้าไม่รู้ก่อนว่ากลุ่มนี้มีหลายคนทีเดียวที่เพิ่งมาเจอกันเป็นครั้งแรก เราคงคิดว่าเค้ารู้จักและสนิทกันมาก่อนแน่ๆ อ่ะ อย่างมาร์ธากับคาย่า ก็เพิ่งเจอกันวันนี้ เหมือนกันกับเรา แต่เค้าสองคนดูไม่เหมือนคนเพิ่งรู้จักกันเลยอ่ะ การรวมกลุ่มสังสรรค์ พบเพื่อนใหม่นี่เป็นเรื่องที่ทำได้โดยธรรมชาติสำหรับคนโปแลนด์จริงๆ เลย แต่ผลข้างเคียงจากการนี้ก็คือ เราได้ปลีกวิเวกไปโดยปริยาย ก็พอในกลุ่มมันเป็นคนท้องถิ่นที่พูดภาษาเดียวกันซะหลายคนขนาดนี้ มันก็เป็นธรรมดาที่คนพลัดถิ่นแถมพลัดภาษาอีกตะหากอย่างเราจะหายไปแบบไร้ร่อง รอย ก็ไม่ว่าหรอกนะ อย่างที่บอก เราก็เกรงใจโทเมกกับยูเลก อยากให้เค้าได้สนุกและเฮฮากับเพื่อนเค้าด้วย เทคแคร์เรามาทั้งวันแล้ว

เราไม่มีปัญหากับการนั่งเงียบๆ หรอก ระหว่างรอซาวด์เช็คก็ฟังเพลงที่เปิดจากเครื่องเสียงไปพลางๆ นั่งมองซาวด์เอนจิเนียร์คนเดียวของงานวิ่งไปวิ่งมาระหว่างมิกเซอร์กับเวที ประมาณร้อยรอบ อันนี้ไม่ได้พูดเวอร์นะ เพราะเรานั่งอยู่ติดกับแผงมิกซ์ และอยู่ตรงนั้นประมาณสามชั่วโมงได้อ่ะ แล้วคุณซาวด์เอนฯ ก็วิ่งตลอดจริงๆ จนเราแอบเซ็งแทน ก็นั่งตั้งแต่ฟ้ายังสว่างจนพระจันทร์ขึ้นนั่นแหละ เคลิบเคลิ้มนั่งมองพระจันทร์ค่อยๆ เคลื่อนตัวสูงขึ้นๆ มีสะพานชเวียงต็อคชิสกี้เป็นตัวบอกระดับ สวยจับใจ เพราะคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงด้วย ให้นั่งมองทั้งคืนก็ยังได้ อ้อ.. แถมอีกนิด ดูคนด้วย นี่ก็เพลิ๊นเพลิน คนโปแลนด์นี่หน้าตาดีกันทั้งหญิงทั้งชายจริงๆ มองเพลินไม่มีเบื่อเลย สิบคนจะมีซักคนนึงอ่ะ ที่รู้สึกว่าหน้าตางั้นๆ ไปจนถึงขั้นไม่หล่อไม่สวย ที่เหลือนี่น่ามองหมด Fact นี้ขอเชิญชวนให้ไปพิสูจน์เองฮ่ะ

เนื่องจากธีมของร้านนี้เป็นโอเพนแอร์ ริมน้ำ เพื่อสร้างบรรยากาศ โต๊ะเก้าอี้ก็จะเป็นแบบเก้าอี้ผ้าใบชายหาดพับๆ โต๊ะก็เป็นโต๊ะเตี้ยๆ มีเบาะให้ ชิลๆ ประมาณนี้ แต่กลุ่มเรามันหลายคน บางคนก็เลยต้องนั่งบนโต๊ะ แล้วบางคนก็ได้นั่งเก้าอี้ อย่างเราและโทเมกเนี่ย ไม่ได้นั่งเก้าอี้ สบายน้อยหน่อยตรงที่มันเอนนอนเอกเขนกไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพื่อนคนนึงของพาเวล ใครก็ไม่รู้ เราไม่รู้จักชื่อ เพราะมากันเยอะแล้วก็หลายต่อจัด (ขนาดโทเมกก็ยังไม่รู้จักชื่อเลย) เลยยังไม่ได้มีการแนะนำตัว เค้าก็นั่งบนเก้าอี้ชายหาด ถัดจากเราในลักษณะนั่งหันหน้าเข้าหาเรา (เพราะนั่งกันเป็นวง) กำลังนึกอึดอัดนิดๆ กับสายตาที่เค้ามองมาแบบไม่เกรงใจ ไม่ใช่ว่าเค้าจะจีบจะไรเน้อ เค้ามากับแฟน แต่เค้าคงสงสัยอ่ะ ว่ายัยคนนี้มันดูไม่เข้าพวกเลย มันมาจากไหนหว่า? แถมแทบไม่ได้สนทนาปราศรัยกับใครเลยด้วย เอาแต่นั่งมองพระจันทร์ กำลังนึกเคืองอยู่ ว่าอิตานี่ ทำไมทำมาดป๋าก๋ากั่นขนาดนี้ว๊า น่าหมั่นไส้จริงๆ ... อยู่ๆ เก้าอี้เค้าก็หักโครมลง!!! ว้าย.. เค้าไม่ได้แช่งนะตัวเอง o-O

ทีแรกก็คิดว่ามันน่าอายเหมือนกันนะ เกิดเหตุเก้าอี้หักต่อหน้าสาธารณชนแบบนี้อ่ะ ถึงมันจะไม่ได้สูงจากพื้นอะไรมากมาย แต่มันก็กลายเป็นจุดสนใจน่ะ สองสามวินาทีถัดมาก็รู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติกว่านั้น เพราะเค้าไม่ยอมลุกขึ้นซักที แต่ติดอยู่ในท่าที่ยุบลงไปอยู่อย่างนั้น แล้วก็ดูเจ็บเกินกว่าที่ควรจะเป็น คนอื่นที่นั่งใกล้ๆ เค้าลุกมาดู แล้วพูดอะไรกันไม่รู้ ฟังไม่ออก แต่รู้ว่าไม่ดีแน่ๆ แล้วเพื่อนๆ รวมทั้งยูเลกก็พุ่งไปดูเค้า เรานั่งใกล้ที่สุด เห็นเหตุการณ์โดยตลอด แต่ไม่ได้ลุกไปช่วยเหลือ เพราะมีคนไปช่วยหลายคนแล้ว แถมพูดภาษาเค้าไม่ได้อีก เหตุด่วนเหตุร้ายแบบนี้คงไม่มีใครมีกะใจพูดภาษาอังกฤษอ่ะนะ

ภาพที่เห็นตรงหน้าคือเลือดสดๆ หยดติ๋งๆ ลงบนทราย หยดจากนิ้วของผู้ชายคนนั้น ที่ตอนนี้ไม่รู้ทำอิท่าไหนเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างไม้สองชิ้นของเก้าอี้พับ พอประมวลได้ว่าอะไรเป็นอะไรนี่เจ็บไปกับเค้าทันทีเลย คาดว่าเก้าอี้คงรับน้ำหนักเค้าไม่ไหว เพราะเค้าเป็นคนตัวโต และอาจจะกางเก้าอี้ไว้ไม่ลงล็อคเรียบร้อย นั่งไปซักพักก็เลยหักลงไปในสภาพแบๆ แค่นั้นคงไม่เจ็บอะไร น่าจะแค่อาย แต่นี่จังหวะที่เก้าอี้ยุบตัวลงโดยมีน้ำหนักน่าจะเกือบร้อยโลของเขาซ้ำลงไป มือเค้าคงไปอยู่แถวๆ จุดอันตรายพอดี จุดที่ไม้ท่อนที่เป็นส่วนพนักหลังกับไม้ส่วนที่เป็นที่นั่งมันสบกัน อาจจะแค่วินาทีเดียวก็ได้ แต่มันก็หนีบนิ้วมือเค้าไว้ได้ -โชะ- พอลงถึงพื้น นิ้วมันก็อยู่ในสภาพโดนหนีบแบบโคตรจะแนบแน่นจนเลือดไหลนองทรายได้อย่างที่ เห็น อ่ะกึ๋ย >.<

ช่วยเค้าออกมาได้แล้วก็เรียกรถพยาบาลมารับไป หมดกันบรรยากาศชมจันทร์ของชั้น คอนเสิร์ตก็ไม่มีแล้ว เพราะไม่รู้มีอะไรขัดข้อง เค้าประกาศว่ายกเลิกการแสดงคืนนี้ เอ้าๆ เอาเข้าไป ดนตรีไม่ได้ดู มาได้ดูฉากเลือดสาดแทน พรรคพวกก็ไม่อยากอยู่แล้วด้วย เก้าอี้มรณะนั่นก็ไม่มีใครกล้านั่งอีกเลย รอยเลือดบนทรายก็ยังอยู่ แล้วก็ใกล้ถึงเวลาที่ยูเลกขอไว้เป็นการส่วนตัวแล้วด้วย ก็เลยตกลงว่า แยกย้ายดีกว่า เรา โทเมก มาร์ธา และคาย่า ตามยูเลกไปที่ผับไหนซักแห่งในเมือง เพียงเพราะว่าคืนนี้มีถ่ายทอดสดฟุตบอลระหว่างบาร์เซโลนากับเรอัล มาดริด ฮ่า.. คุณไกด์ของเราขอลูกทัวร์ดูบอลนั่นเอง

เร่งรุดไปยังผับที่ว่า ดูเหมือนจะเป็นที่ประจำที่ยูเลกไปดูบอลเพราะคุ้นเคยกับคนในร้านเป็นอย่างดี พวกเราไปนั่งที่บาร์แล้วก็สั่งเครื่องดื่มกันคนละดริ๊งค์ พอมาถึงเราเราก็สั่งเบียร์สดไฮเนเก้นแก้วนึง ปรากฏว่ามันเหลือเป็นแก้วสุดท้าย หมดจากถัง กดออกมาได้แค่เลยครึ่งแก้วมานิดหน่อย คุณบาร์เทนเดอร์เลยบอกว่า งั้นแก้วนี้ไม่คิดตังค์แล้วกัน ให้ฟรี วู้ฮู่ว.. โชคดีกับเค้าบ้างเหมือนกันนี่นาเรา

โทเมกก็ถามว่าโอเคมั้ย มาแบบนี้? เราก็บอกว่าโอเค๊ (แหม เบียร์ก็ฟรี ยังดีใจไม่หาย) บอลเราก็ดูได้ ถึงจะไม่ใช่แฟนตัวยงก็ตาม แค่ได้เห็นเมสุตวิ่งไปวิ่งมาแค่นี้ก็มีความสุขแล้ว บอลจบก็เดินกลับไปอพาร์ทเม็นท์มาร์ธา ซึ่งปรากฏว่าก็อยู่ไม่ไกลจากผับนี้เลยแฮะ โทเมกจะไปเอารถ แล้วก็จะเป็นสารถีขับรถไปส่งเราและเพื่อนๆ ตามลำดับ ตอนอยู่ในรถเราก็หาโอกาสจะบอกขอบคุณยูเลก คิดว่าจะได้ลากันดีๆ กว่านี้ แต่ก็ไม่เป็นไร ชั่วระยะทางสั้นๆ ก่อนจะถึงโฮสเทลก็บอกขอบคุณได้ เราก็บอกว่าขอบคุณมากๆ เลยนะที่พาเราเที่ยว สนุกมาก ไม่รู้ว่าอีกเมื่อไหร่จะได้เจอกัน ... ยูเลกก็ขัดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็เจอกันอีกน่า” อ้าว.. ยังไง งงค่ะงง ไม่ต้องนะไม่ต้องไปส่งชั้นขึ้นรถไฟ

กระจ่างเอาตอนนี้ ว่าพรุ่งนี้เป็นวันจันทร์ก็จริง แต่เป็นวันหยุดของโปแลนด์ เค้าหยุดงานกันอยู่แล้ว แล้วมันก็มีงานในเมือง เพราะฉะนั้นครึ่งวันเช้ายังสามารถพาเราเที่ยวต่อได้อีก อิตาโทเมกอ่ะไม่รู้เรื่อง ตั้งแต่ตอนที่เราแพลนทริปว่าจะไปวันที่เท่านี้ถึงเท่านี้นะ ก็ยังไม่รู้ว่าวันจันทร์ที่ ๑๕ เป็นวันหยุดประจำชาติ ยังคิดว่าตัวเองจะต้องไปทำงาน แต่ถึงกระนั้นก็ยังจะพยายามแว่บออกมาไปส่งเรา เขาเพิ่งมารู้ว่าจริงๆ วันจันทร์นี้เป็นวันหยุด ก็ตอนที่เรามาถึงแล้วนั่นแหละ เป็นโทเมกมากๆ เรย

อ่ะ.. สรุปว่ายืดเวลาออกไปอีกหน่อย ก่อนที่จะจากกันจริงๆ :)

Warsaw Trip 9 Monuments and Bloody Full moon

(to be continued)


     Share

<< After-wedding IncidentWarsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa! >>

Posted on Fri 16 Mar 2012 15:04




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn