Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
What To Expect ..
But not my turn (yet)
Harder Week
Hard Week
ทริปอิ่มหนำที่อัมพวา
eBook Experience
May 27th, 2012
Entertain (?)
ยัง(มีงานทำ)อยู่
เริ่มต้นใหม่กับเมษายน
I HATE MARCH
มหาสารคาม ไป-กลับ
Happy Day w. Namwhaan & Tim
Undesirable answer ...
Warsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa!
Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

After-wedding Incident
11.03.12

วันที่ ๔ มีนา พักอยู่บ้านหนึ่งวัน รู้ตัวตอนถึงบ้านเมื่อตอนตีสามว่า ในกระเป๋าสัมภาระของเรามีของแถมมาจากเจ้าสาว คือไอแพดและไวน์ ที่เป็นอย่างนี้เพราะเมื่อคืนตอนกลับบ้าน ติ๊ก เดอะเจนเทิลแมน เป็นคนไปเอากระเป๋ามาจากห้องเพียว แล้วก็ใจดีถือให้เสร็จสรรพ ถ้าให้เราถือเองแต่แรกก็คงรู้แล้วหละว่ามีน้ำหนักเกินมา สรุปว่าวันรุ่งขึ้นก็จะไปเจอมันอีกที พอเหมาะพอดี เพียวจะพาญาติๆ จอห์นไปล่องเรือดินเนอร์ ก็เลยชวนไปด้วยกันซะเลย

วันที่ ๕ มีนา เพียวนัดเจอที่ฮิลตันตอนหกโมงยี่สิบ แล้วจะลงเรือข้ามฟากไปพร้อมกัน ก็ว่าเผื่อเวลาดีแล้วนะ แต่ก็เกือบจะไปไม่ทันเพราะคิดไม่ถึงว่ารถมันจะติดขนาดนี้ ยังดีที่สุดท้ายก็ไปทัน เพราะเปลี่ยนแผนการเดินทางใหม่ คลำทางไปลงเรือแทนการนั่งแท็กซี่ ถึงโรงแรมตามเวลานัดเป๊ะ เฮ้อ.. รอดตัวไป

มื้อนี้ไปกินกันทั้งหมด ๑๖ คน นอกจากครอบครัวจอห์นแล้วก็มีเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ๓ คน ได้แก่ โทนี่, นาง, และเรา แล้วก็สาวน้อยอีกคนนึง เป็นแฟนแคลลัม (คู่กรณีอิฮั้น) เพิ่งบินตามมาเมื่อคืนวันปาร์ตี้

แอบอึ้งไปเหมือนกันอ่ะฮ่ะ งงว่า.. อ้าวเฮ้ย มีแฟนตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย? มานั่งทบทวนเหตุการณ์ ก็พอนึกออกอยู่ ว่าเห็นน้องคนนี้ในงานตอนต้นๆ ตอนเฟิร์สแดนซ์ก็เห็นเจ้าหนุ่มนี่ไปพาออกมาเต้นอยู่ แต่ก็แค่นั้น ไม่ได้คิดอะไร เพราะตอนนั้นมันยังไม่ได้คิดอะไรอ่ะ มันมาคิดอะไรก็อิตอนงานเลิก ซึ่งเราก็ลืมน้องผู้หญิงไปแล้วเสียสนิท ด้วยความที่ตอนที่เห็นทีแรกมันไม่ได้คิดอะไรเลยจริงๆ ไม่ได้รีจิสเตอร์เข้าหัวสมองเลยว่างั้นแหละ ประกอบกับน้องเค้าหายไปเลย ไม่รู้หายไปไหน มันเลยลืมไปเลยจริงๆ เฮ่อ..กรู

อ่ะ แต่ก็ไม่ได้จะเป็นจะตาย ไม่ถึงขั้นเสียจงเสียใจอะไร มันก็แค่นี้แหละ พอมีสีสันในใจให้ได้ยิ้มๆ กันบ้าง ก็พอ ตลอดงานก็ไม่ค่อยได้คุยกัน(เหมือนอย่างที่เคยคุยเมื่อวันนู้น) เราก็อยู่แต่กับคุณตามากกว่า ตอนรอเรือ คนอื่นเค้าลั้ลลาชมวิวอยู่ข้างนอก แต่ไม่มีที่นั่ง เราก็พาคุณตามานั่งอยู่ในร้านอาหาร นั่งคุย นั่งฟังเพลงกับแก สบายใจกว่า คุณตาแกก็เอ็นดูเรา ครึ้มอกครึ้มใจถึงขนาดร้องเพลงให้เราฟังอ่ะคิดดู ปลื้มจัง อิอิ

พอขึ้นเรือ ก็นั่งแทบจะคนละมุมโลก ก็ไม่ได้คุยกันไปโดยปริยาย เขาโผล่เข้ามาแจมในบทสนทนาระหว่างเรากับคนอื่นบ้าง ได้คุยกันบ้างก็แค่ว่อบๆ แว่บๆ เท่านั้น จะมาได้คุยกันหลายประโยคหน่อยก็ตอนที่ปลีกตัวออกมาจากแฟนสาวได้ ก็ยังมาถามเราว่าช่วงปลายๆ เดือนก่อนเขาบินกลับสก็อตแลนด์เราจะพอมีเวลาไหม จะได้เจอกันไหม เอิ่ม.. อืม ตกลงว่ายังคงจะอยากเจออยู่?? ก็ได้นะ ก็ดี.. ก็เป็นเพื่อน เป็นพี่เป็นน้องกันไป แต่มันก็ยังอีกนาน เอาไว้ถึงเวลาจริงๆ ค่อยว่ากันอีกทีดีกว่า คนเราถ้ามันอยากจะเจอกัน มันต้องหาทางเจอกันจนได้หละ

อาหารบนเรือค่อนข้างผิดหวัง เพียวบ่นอุบว่าไม่น่าเลือกเรือของเจ้านี้เลย (แกรนด์เพิร์ล) อาหารมันไม่อร่อยจริงๆ เราก็ไม่รู้ว่า มันจะมีเจ้าไหนที่ดีกว่านี้มั้ย เหมือนว่าเค้าเน้นไปที่บรรยากาศมากกว่ารสชาติอาหารอ่ะ สองชั่วโมงนี่มันน้อยไปจริงๆ สำหรับการกินข้าวบนเรือ คือก้มๆ เงยๆ อยู่กับการกิน กว่าจะเสร็จ รู้ตัวอีกทีก็ผ่านที่สวยๆ งามๆ ไปหมดแล้ว เรือกำลังจะเทียบท่า อะไรแบบนี้ เฮ้อ..

จากนั้นก็ข้ามไปฝั่งฮิลตันพร้อมเค้า อินางบอก เดี๋ยวค่อยข้ามกลับมาแล้วก็ค่อยขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านกัน ก็ปรากฏว่ามหาชนจะไปนั่งดื่มกันต่ออีกซักนิดที่ร้านข้างๆ โรงแรม เป็นคืนสุดท้ายของพวกเค้าละ อ่ะ.. ไปก็ไป แถมดันไปเป็นคนจัดการให้อีกตะหาก คือขบวนมันใหญ่อ่ะนะ แล้วก็ไปไม่พร้อมกันทุกคน จอห์นพาน้องคนเล็กไปจัดการเรื่องเรียกแท็กซี่ที่ฟร้อนท์ของโรงแรม บางคนกลับเข้าโรงแรมไปทำอะไรไม่รู้ เพียวติดสาย เราก็เลยพาพ่อแม่ คุณตา แล้วก็ญาติอีกสามสี่คนไปที่ร้านก่อน

คุยกับที่ร้านให้เค้าจัดโต๊ะให้ใหม่ ให้พอกับคน ๑๖ คน มันก็ต้องต่อเป็นสามโต๊ะยาวๆ แขกบ้านแขกเมืองนั่งหัวโต๊ะนึง เราเว้นที่ตรงกลางไว้ให้คนที่ยังมาไม่ถึง ส่วนตัวเองยึดปลายอีกข้างนึง ให้ครอบครัวเค้าได้นั่งติดๆ กันดีกว่า เรานั่งห่างออกมาหน่อย ตั้งใจไม่เข้าไปนั่งข้างๆ แคลลัมด้วยแหละ แหะๆ

แต่จู่ๆ แคลลัมมันก็ดันปีนเก้าอี้ข้ามมานั่งตรงข้ามเราที่ปลายโต๊ะอีกข้างนึง ชัดเจนว่าต้องการจะคุย โอเคฮ่ะ คุยได้อยู่แล้ว ก็ถามไถ่ว่าแพลนทริปเรียบร้อยหรือยัง เพราะในขณะที่คนอื่นๆ จะบินกลับบ้านพรุ่งนี้ แคลลัมจะอยู่เที่ยวเอเชียต่ออีกประมาณสี่สัปดาห์ เราก็กะว่าถ้าต้องการก็จะช่วยแนะนำที่เที่ยวในเมืองไทยให้ เพราะตัวเขาเองก็ดูไม่แพลนอะไรเลย

กำลังคุยกันออกรสออกชาติ แฟนสาวก็ตามมาสมทบพอดี แล้วสิ่งที่เราว่าแย่ที่สุดยิ่งกว่าการค้นพบว่ามันมีแฟนแล้วก็เกิดขึ้น นั่นคือ นายแคลลัมหยุดการสนทนาที่คุยค้างอยู่กับเราราวกับปิดสวิตช์ ทำเหมือนว่าไม่ได้คุยอะไรกันสลักสำคัญ แล้วก็ไม่คุยอะไรกับเราอีกเลย แฟนเขาเข้ามานั่ง โดยนั่งแทนที่แคลลัม (คือตรงข้ามเรา) แล้วแคลลัมก็กระเถิบไกลออกไปอีกที่นึงแทน

เอิ่ม.. จะว่าเราคิดมากก็ว่าเถอะ แต่เราเข้าใจว่าถึงแม้แฟนจะมาแล้ว ก็น่าจะยังคุยต่อให้มันเหมือนเป็นเรื่องปกติได้นี่นา เรื่องที่คุยก็ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอะไรเลย ทำไมมาทำยังกะว่าต้องปกปิดการพูดคุยกับเราด้วยอ่ะ ความรู้สึกที่ว่าชั้นกำลังตกอยู่ในสถานะที่เป็นความลับมันพุ่งขึ้นมาจากก้น บึ้งของหัวใจทันที อย่ามาทำแบบนี้กับชั้น ขอร้อง :(

พอตะกอนในใจมันถูกกวนจนขึ้นมาขุ่นคลั่กแบบนี้ ที่เหลือก็ไม่หรรษาแล้ว ตอนนั้นก็แบบนี้ อยู่ดีๆ ก็ต้องตกกระไดพลอยโจน ตกอยู่ในฐานะคนลับๆ เวลาอยู่กันสองคนเป็นอย่างนึง อยู่ต่อหน้าคนอื่นเป็นอีกอย่างนึง แล้วสุดท้ายท้ายที่สุดก็เป็นเราที่มานั่งทุกข์ ร้องไห้จนน้ำตาหมดไปสามมหาสมุทร ถึงจะดีขึ้นมากแล้วก็ยังไม่กลับไปเป็นปกติเหมือนเดิมได้ ดูอย่างวันนี้ซิ รู้เลย.. ว่ามันพร้อมจะกลับมาหลอกหลอน ถ้าสะกิดโดนจุด กลายเป็นคนประสาทๆ จากที่ดีๆ อยู่ก็พร้อมจะเป็นบ้าเป็นบอขึ้นมาทันที มันไม่น่าจะเป็นอย่างนี้เลย

แต่ก็ยังคงเป็นเราที่เก็บความรู้สึกได้ดี โดยรวมก็ไม่มีอะไรผิดสังเกต ยังคุยกับคนอื่นๆ ได้เป็นปกติ และก็อยู่จนเลิก ได้ร่ำลาญาติจอห์นเป็นหนที่สอง อาลัยอาวรณ์ที่สุดก็คือคุณตานี่แหละ จอห์นมาเล่าหลังจากที่แกไปแล้ว ว่าจริงๆ แกไม่สบายนะ เป็นมะเร็งในช่องท้อง ซักที่นึง ไม่รู้แกจะแข็งแรงอยู่แบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน ฟังแล้วก็ใจแป้ว ขอให้แกโชคดีและไม่เป็นอะไรเลย สาธุ

แฟนแคลลัมมาลา บอกว่าดีใจที่ได้รู้จักเรา ยังไงก็แอ๊ดเฟสบุคมานะ แล้วก็ถามว่า เอ๊.. ยูเป็นเพื่อนกับแคลลัมบนเฟสบุคแล้วหรือยัง? เราก็เลยบอกว่ายัง คงต้องแล้วแต่แคลลัมหละ แต่ที่ละไว้ในฐานที่ไม่ควรบอก คือ แคลลัมขอให้เราแอ๊ดเขาผ่านจอห์น เราอ่ะทำแล้ว แต่เขายังไม่มีโอกาสได้ใช้อินเทอร์เน็ตมั้ง เลยยังไม่ได้ตอบรับเรา ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไรเหมือนกัน จากนั้นก็ถึงตาแคลลัมลาบ้าง ลากันธรรมดาๆ ไม่อ้อยอิ่ง ไม่มีสายตา ไม่เหมือนคืนนั้น

เนื่องจากว่าดึกแล้ว เพียวกับนางไม่อยากให้นั่งแท็กซี่กลับบ้านคนเดียว ก็เลยยื่นข้อเสนอมาสองทางว่าไม่ค้างกับนางก็ค้างกับเพียวและจอห์น ลำบากใจ เกรงใจเพื่อน แต่สุดท้ายก็เลือกข้อหลัง กร๊ากๆๆ ได้โอกาสนอนห้อง Suite ชมวิวกรุงเทพยามราตรีเชียวนะ ให้สามีภรรยาหมาดๆ มันนอนในห้องไป ส่วนเราก็นอนโซฟาข้างนอก ในเมื่อเพื่อนสองคนโอเค เราก็โอเค ;)

     Share

<< The Wedding of P&J: PARTYWarsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon >>

Posted on Sun 11 Mar 2012 13:18




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn