Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
Warsaw Trip (10) : Pa Pa, Warszawa!
Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka

Sun 14.08.2011

หนุ่มๆ ไปขอให้คนที่เดินผ่านมาช่วยถ่ายรูปพวกเราทั้งสามคนเป็นที่ระลึกกับอนุสาวรีย์ Heroes of the Warsaw Uprising เสร็จแล้วก็เคลื่อนขบวนไปยังป้ายรถเมล์ใกล้ๆ ปล่อยให้โทเมกกับยูเลกหารือกันไป รถเมล์สายอะไร จะมาตอนนาทีที่เท่าไหร่ หรือแม้แต่เป้าหมายต่อไปคืออะไรเราไม่ต้องรู้ซักอย่าง เอิ๊กๆๆ ดีใจแค่ว่าไม่ต้องเดินเท้าแล้วเว้ย ยังไงรถเมล์วอร์ซอก็ไม่แน่นเป็นปลากระป๋องเหมือนรถเมล์กรุงเทพ ได้นั่งชัวร์ป้าบ

ได้นั่งสมใจจริงๆ ได้นั่งซักพักเลยด้วย ทั้งๆ ที่รถไม่ติดก็ยังรู้สึกว่าเออ.. ไกลแฮะ จะไปไหนเนี่ย? นานพอที่จะเม้าท์กับแม่ที่โทรมาคุยได้จนลงรถเลย แม่โทรมาด้วยความเป็นห่วงว่าเราจะอยู่จะเที่ยวยังไงคนเดียว เพราะแผนแรกของเราคือเที่ยวเองคนเดียวไง ก็เลยบอกแม่ให้สบายใจได้เต็มที่ ลูกสาวมีบอดี้การ์ดตั้งสองคนเฟี้ยวๆ แต่ที่ฮาที่สุดคือหลังจากที่เม้าท์ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันมาพักใหญ่ จนใกล้จะวางหูแล้ว แม่ก็ถามว่า “เอ๊..ลูก แม่ถามนิดนึงสิ นี่ลูกอยู่โป(ร)ตุเกสใช่มั้ยลูก?” ตึ่งโป๊ะ! ฮ่า งานนี้คุณนายวอมิได้เล่นมุก แต่คงสับสนนิดหน่อยระหว่าง โปแลนด์ กับ โปรตุเกส มันก็ใกล้เคียงกันอ่ะนะจะว่าไป ในภาษาไทยน่ะ

ถึงตอนนี้รู้แล้วว่ากำลังจะไปชมสุสาน ... ชมโบสถ์ ชมสวน ชมเมืองแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาชมสุสานบ้าง สุสาน Powazkowski (โปวาฟคอฟสกี้) เป็นสุสานที่สำคัญของชาวโปแลนด์เค้าเลย อยู่ในเขตที่เรียกว่าโวลา (Wola) ค่อนมาทางฝั่งตะวันออกของเมือง เดินไปจนถึงด้านหน้าทางเข้าสุสาน ยูเลกก็แวะซื้อเทียน แล้วหันมาบอกว่าเขาจะแวะเอาเทียนไปวางให้บรรพบุรุษของเค้าด้วย เอ่.. แสดงว่าแกรนด์ปาของยูเลกก็ต้องเป็นบุคคลสำคัญด้วยหรือเปล่าเนี่ย? เพราะสุสานนี้โซนนึงจะเป็นเขตทหาร คือบรรดาตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ที่รับใช้ชาติมา เมื่อเสียชีวิตก็จะได้รับเกียรติให้นำร่างมาฝังอยู่ ณ สุสานโปวาฟคอฟสกี้นี้ พลเรือนก็มีเหมือนกัน พวกนักเขียน กวี ศิลปินที่มีชื่อเสียง ก็มาพักถาวรอยู่ที่นี่ด้วย ยูเลกเล่าว่า ทุกวันที่ ๑ พฤศจิกายนของทุกปี จะมีการจุดเทียนอย่างอลังการที่นี่ เทียนเป็นพันๆ เล่มในสุสานนี้ อืม.. เราก็พยายามจะจินตนาการตามนะ แต่ถ้าจะให้ดี ขอมีโอกาสไปเห็นเองกับตาดีกว่า

เป็นการเข้าไปภายในสุสานขนาดใหญ่ครั้งแรกของเรา ก่อนหน้านี้เคยมีบ้างก็เป็นแค่สุสานเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ แต่สุสานโปวาฟคอฟสกี้นี้ใหญ่แบบสุดลูกหูลูกตาอ่ะ เข้าไปปั๊บเย็นยะเยือกปุ๊บเลย บรรยากาศมันแบบว่าเฮฮาไม่ออก ป้ายบนหลุมศพที่เรียงรายเป็นแถวเป็นแนวอย่างเป็นระเบียบเหล่านี้ ต่างกันที่รูปทรงก็จริง บ้างใหญ่ บ้างเล็ก ถูกออกแบบมาไม่ซ้ำกัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกป้ายดูเก่า เก่าเพราะกาลเวลาที่ผ่านไป ตัวสุสานมีอายุกว่าสองร้อยปีนะเออ ต้นไม้ก็พอมีให้ร่มเงา แดดก็มีส่องลอดลงมาได้รำไร ถ้าจะถ่ายรูปก็คงได้มุมสวยๆ หลายรูปอยู่ แต่สารภาพว่าถ่ายมาแค่สองสามรูปเท่านั้น เพราะไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะลั้ลลาหยิบกล้องมาแชะ แชะ แชะ น่ะ รู้สึกว่าเราเข้ามาอยู่ในที่ที่ควรจะสำรวมมากกว่า มีหลายคนหลับอยู่ในที่นี้ อาวุโสมากด้วย แต่ละป้ายก็เหมือนแต่ละบ้าน ไม่ค่อยกล้ารุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเค้าเท่าไหร่ คิดมากไปมั้ยเนี่ยเรา?!? แต่มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ อ่ะ

เดินกันอยู่นานกว่าจะเจอบรรพบุรุษของยูเลก ถ้าไม่ใช่ญาติ และไม่เคยมามาก่อน คาดว่าคงไม่มีทางหาเจอแน่ สถานที่มันกว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ แล้วก็ดูเหมือนๆ กันไปหมด ข้างในสุสานเค้าก็มีจุดที่เป็นแผนผังบอกว่าอะไรอยู่ตรงไหนแหละนะ คิดว่าก็น่าจะมีคนที่หลงวนเวียนหาทางไปไม่ถูกบ้างเหมือนกัน พอเจอแล้วยูเลกก็จุดเทียนแล้วก็วางที่ด้านหน้าของหลุม เขาบอกว่ามีทั้งคุณตาทวดคุณยายทวด และล่าสุดก็เป็นคุณตาของเขา ที่พักอยู่ตรงนี้ และที่ได้มาอยู่ที่นี่ก็เพราะคุณตาทวดของเขาเคยเป็นทหารมาก่อน เสร็จธุระเรียบร้อยแล้วเขาก็พาเดินต่อ เรายังเก้ๆ กังๆ เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง การแสดงความเคารพอย่างเดียวที่ทำเป็นและนึกออกตอนนั้นก็คือยกมือขึ้นไหว้ หลุมศพ บอกในใจว่าหนูเป็นเพื่อนยูเลก มาเที่ยววอร์ซอค่ะ (จะบอกทำไมน้อ?)  แล้วก็รีบจ้ำตามยูเลกกับโทเมกไป (ถ้าเผอิญสองคนนั้นหันมาเห็น เราว่าเราก็คงมีเขินแหละ แต่ครั้นจะให้ผละไปโดยไม่ยกมือไหว้นี่มันก็ตะขิดตะขวงใจอ่า)

ได้ออกจากเขตสุสานโปวาคอฟสกี้ตอนเกือบๆ บ่ายสองโมง เริ่มจะหิวแล้วแหละ เป้าหมายต่อไปก็แน่นอน หาข้าวกิน โทเมกก็มีถามนะว่าอยากกินอาหารประเภทไหน? แต่สุดท้ายก็สรุปไปลงที่ร้าน Banja Luka ร้านที่เจ้าตัวคนถามอยากกิน กรั่กๆๆ ชื่อแปลกดี บันยาลูก้า ร้านแนวไหนก็ไม่รู้ แต่เราไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ว่าไงว่าตามกัน ร้านนี้คงจะดังอยู่ ฟังๆ ดูจากที่โทเมกกับยูเลกคุยกันอ่ะนะ แล้วก็อยู่ห่างออกไปจากใจกลางเมืองค่อนข้างเยอะ ขามาสุสานนี่เราขึ้นรถเมล์ใช่มะ ตอนจะไปบันยาลูก้าได้ขึ้นทั้งรถแทรมและรถไฟใต้ดิน ทีแรกขึ้นแทรมไปสถานีรถไฟใต้ดิน (สถานีอะไรก็ไม่ยู๊ว) แล้วพอมุดขึ้นจากสถานี Centrum ซึ่งเป็นเหมือนสถานีหลัก อารมณ์ประมาณสถานีสยามสแควร์ของเรา ก็ไปต่อรถแทรมอีกอีกที รถใต้ดินของวอร์ซอดูไปก็คล้ายๆ รถใต้ดินของเราอยู่นะ สว่างไสวดี แต่ว่าสภาพเก่ากว่าเยอะ (เปิดใช้ก่อนของเราเก้าปี) แล้วก็มีแค่สายเดียว คือ เส้นเหนือ-ใต้ กระนั้นชาววอร์ซอก็ยังบอกว่ารถใต้ดินนี่สำคัญมาก ช่วยได้เยอะ นึกไม่ออกเลยว่าถ้าไม่มีจะทำยังไง เราก็นึกเทียบกับกรุงเทพอ่ะนะ เราก็รู้สึกแบบนี้กับรถไฟฟ้าและรถใต้ดินเหมือนกัน แต่นั่นคือบ้านเรามันรถติด รถเมล์ก็ร้อนและแน่นไง ส่วนที่วอร์ซอนี่ก็ยังไม่เห็นว่าจะรถติดอะไรได้เท่า กทม. เรื่องร้อนยิ่งไม่ต้องพูดถึง รถเมล์และรถแทรมก็แสนจะสะดวกสบาย อย่างเดียวที่คิดได้คือ คงเพราะเมืองมันใหญ่ วอร์ซอใหญ่กว่ากรุงเทพของเราตั้งประมาณสี่เท่า ถ้าเดินทางโดยรถใต้ดินก็คงจะประหยัดเวลาในการไปไหนมาไหนได้เยอะอยู่

อ่ะ.. ในที่สุดก็มาถึงบันยาลูก้า ร้านอาหารสไตล์บอลข่าน เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันที่ได้มาสัมผัสอะไรย่านๆ นี้ สำหรับคนที่ภูมิศาสตร์ก็ไม่เอาไหน ประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้เรื่องอย่างเรา ตอนยูเลกบอกว่าเป็น Balkans Food นี่ยังต้องนึกตั้งนานว่ามันอยู่ตรงไหนหว่า คุ้นชื่อนะ แต่ภาพไม่มาเลย มา google ดูทีหลังถึงได้เก็ทว่ามันก็คือเหล่าประเทศบนคาบสมุทรที่ถัดจากอิตาลีไปทาง ตะวันออกนั่นเอง ซึ่งเราเองก็มีเพื่อนที่มาจากประเทศแถบนี้ตั้งหลายคน อย่างซเวทันและยานโค่ (บัลแกเรีย) เป็นต้น แล้วจริงๆ เนี่ย ชื่อบันยาลูก้าที่เราว่าแปลกหู ก็เป็นชื่อเมืองในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา ถึงจะบอกว่าเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ อิฮั้นก็ไม่รู้จักอยู่ดี เออ.. ถ้าเป็นซาราเยโวว่าไปอย่าง ยังพอติดหูบ้าง

ร้านนี้ออกจะเป็นสวนอาหาร มีอิฐๆ บ้าง แต่เน้นตกแต่งด้วยไม้ โต๊ะไม้ เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ๆ อะไรแบบนี้ เมนูก็ยังเป็นปกไม้ ใหญ่และหนัก มีกลิ่นอายทะเลนิดๆ ผสมแขกหน่อยๆ สมแล้วที่เค้าโฆษณาว่า อาหารบอลข่านนี่เลิศรสตรงที่มันผสมผสานมาหลายวัฒนธรรม ถ้าคนเก่งประวัติศาสตร์การเมืองหน่อยก็คงจะเข้าใจแหละ เราหาอ่านมาคร่าวๆ ก็รู้แค่ว่าดินแดนแถบนี้โชกโชนมาก เดี๋ยวคนนั้นยึดคนนี้ครอง อาหารก็เลยออกมาแบบที่เป็นส่วนผสมแปลกๆ แต่อร่อยอย่างนี้ไง อาหารที่เราสั่งคือ Škampi u belom sosu (แปลจากเซอร์เบียนเป็นอังกฤษได้ว่า Shrimp in white sauce) เรียกเอาเองว่าซุปกุ้งก็ละกัน เค้าอธิบายไว้ในเมนูว่าเป็นกุ้งทอดเนยกระเทียมแล้วก็เอาลงไปเคี่ยวต่อในไวน์ ขาวอ่ะ ตอนยกมาเสิร์ฟนี่งงเลย ก็ภาชนะนี่ไม่ได้มาเป็นจานหรือชาม แต่ว่าเป็นอะไรที่หน้าตาเหมือนหม้อไฟต้มยำแบบมีด้ามจับมากกว่า ทำเสร็จแล้วก็ยกมาให้กินทั้งอย่างนั้นเลย ได้อารมณ์เจงๆ ที่สำคัญโค่ดอร่อย อร่อยแบบบรรยายยาก ปกติซุปฝรั่งจะไม่ใช่รสชาติแบบนี้อ่ะ ซุปบอลข่านนี่ไม่เลี่ยน ไม่มัน ออกรสเปรี้ยวๆ แต่ก็เปรี้ยวคนละแบบกับต้มยำไทย เท่าที่จำแนกรสได้นอกจากรสกุ้งแท้ๆ ไม่ใช่กุ้งแช่แข็งแล้ว ยังมีมะนาว(เหลือง) หัวหอมสับ แล้วก็ไวน์ขาวเป็นส่วนผสม อร่อยถึงขั้นเอาขนมปังมาปาดกินกันเลยทีเดียว ตอนจบนี่ไม่เหลือน้ำซักหยดเพราะซับกินซะแห้งหมด คุ้มหละ สำหรับ ๓๗ ซวอทตี้ (เกือบ ๔๐๐ บาท) ฮ่าๆๆ

โทเมกกับยูเลกร่วมมือกันจัดการอาหารจานเนื้อ Balkan Mix เป็นจานร้อนที่เต็มไปด้วยเนื้อจากสารพัดสัตว์ ทั้งหมู วัว ไก่ แกะ หลายหลายรูปแบบด้วย แบบเป็นสเต็กมาก็มี พันเบคอนมาก็มี เป็นไส้กรอกก็มี หรืออย่างไก่ก็มาเลยครึ่งตัว มีเครื่องเคียงมาให้เป็นข้าวและก็ซอสสองสามอย่าง จานบ่ะเอ้ก เราเห็นแล้วจุก สมกับที่ระบุไว้ในเมนูว่าสำหรับสองคน ซึ่งก็เหมาะกับเด็กวัยกำลังโตสองคนนี่ ขนาดคนที่พลังการกินสูงอย่างยูเลกยังมีแพ้อ่ะ มันหนักจริงๆ แต่ก็อร่อยจริงๆ อีกเหมือนกัน (รู้เพราะขอเค้าชิมนิดหน่อย) พูดถึงเครื่องเคียงแล้วนึกได้ ก่อนที่อาหารที่สั่งไปจะมาเสิร์ฟ เค้าก็เอาออร์เดิร์ฟมาให้กินรอก่อน ออร์เดิร์ฟของเค้าคือผักสดจิ้มซอสดิพอ่ะ แตงกวากับแครอท หั่นเป็นแท่งยาวๆ ใส่แก้วมา ส่วนซอสนี่ไม่รู้ว่าอะไรบ้างเหมือนกัน แต่ก็อร่อยดี อารมณ์คล้ายๆ ว่ากำลังกินผักสดจิ้มน้ำพริก แต่สามารถจิ้มแบบโชกๆ ได้ไม่ต้องกลัวเผ็ด ใจจริงอยากลองของหวานด้วยซ้ำ แต่ว่าอิ่มอ่ะ กินไม่ลงแล้ว

อิ่มหนำสำราญก็เตรียมไปโปรแกรมต่อไป ยูเลกดูกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้เนื้อสัตว์เข้าไปมากมายขนาด นั้น บอกว่าตอนนี้ฟื้นพลังแล้ว พร้อมจะพาลุยต่อ.. หัวหน้าไกด์ทัวร์พร้อม แล้วลูกทัวร์ล่ะ.. พร้อมหรือเปล่า? ไม่อยากจะบอกว่าเริ่มจะใจแป้วๆ แล้ว เพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เที่ยวด้วยกันละอ่ะ

Warsaw Trip 8 An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka

(to be continued)



     Share

<< Warsaw Trip (7) : Old World, New Worldขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่ >>

Posted on Fri 30 Dec 2011 6:50




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn