Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
Warsaw Trip (9) : Monuments and Bloody Full moon
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (7) : Old World, New World

Sun 14.08.2011

อย่างแรกที่พอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาปุ๊บคือ เช็คตัวเองว่ายังปวดหลังอยู่หรือเปล่า ซึ่งก็พบว่ายังปวดๆ อยู่บ้าง เฮ่อ.. ก็ไม่แปลกใจล่ะนะ เพราะรู้ดีว่าถ้าปวดขนาดเมื่อวานเนี่ย มันไม่หายเพียงชั่วข้ามคืนแน่ๆ ไม่รู้วันนี้ไกด์กิติมศักดิ์ทั้งสองจะพาเดินขนาดไหนเหมือนกัน

นัดเจอโทเมกและยูเลกตอนเที่ยง เลทมั้ย? ฮ่าๆ เป็นพวกไม่งกเที่ยวจริงๆ อ่ะเราอ่ะ บางคนนี่ถ้าไปเที่ยวเค้าจะตื่นเช้า ออกเที่ยวออกดูอะไรๆ แต่เช้าตรู่ใช่มะ แต่เรานี่จะปรับแผนตามสภาพร่างกาย เดี้ยงๆ มาอย่างเมื่อวานนี่ ขอนอนชาร์จพลังให้เต็มที่น่าจะดีกว่า นัดโทเมกไว้ที่หน้าอนุสาวรีย์โคเปอร์นิคัสเหมือนเดิม ไปเดินเล่นรอได้แค่แป๊บนึงก็ไม่ไหวละ อาการปวดหลังมันเริ่มส่งสัญญาณเตือน แถมแดดร้อนมากอีกตะหาก นึกไม่ถึงเลยใช่มะ? แต่ว่ามันร้อนจริงๆ หมดอารมณ์จะเดินด้วยประการทั้งปวง ครั้นจะไปกดเงินเพิ่ม พอเห็นค่าธรรมเนียมก็กดไม่ลง จำไว้เลย ทีหลังแลกตังค์มาให้มันพร้อมๆ

กลับไปนั่งรอโทเมกอย่างสงบที่จุดนัดพบ สภาพเขาก็ไม่ต่างจากเรา กะโผลกกะเผลกมาเลยหละ เราถามเขาว่าโปรแกรมวันนี้จะมีเดินเยอะมั้ย? คือแบบว่าเราไม่ค่อยสบาย เหนื่อยจากเมื่อวาน เขาก็บอกว่า อืม.. ขนาดเขาเองก็ยังเดี้ยงเหมือนกัน พวกเราเดินกันเยอะมากจริงๆ เขาก็เจ็บเท้าไปหมดวันนี้ ลงน้ำหนักไม่ได้ปกติเลย หึหึ สรุปได้ว่าเดินกันจนตรีนระบมนั่นเอง ถึงจะรู้สึกดีขึ้นมานิดนึงว่าไม่ใช่เราอ่อนแอป้อแป้ไปเองคนเดียว เจ้าถิ่นเองก็ย่ำแย่ แต่ก็รู้สึกผิดที่ทำให้เขาต้องมาเหนื่อยด้วยขนาดนี้ ตกลงกันว่างั้นวันนี้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปก็แล้วกัน ไม่ซีเรียส

กำลังเดินด้วยสปีดผู้เฒ่าป่วยกันอยู่ ยูเลกก็โทรมาบอกว่า เขาอยู่บนรถเมล์และต้องการให้โทเมกกับเรามารอที่ป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้ขึ้นรถไปสมทบเขา และรถเมล์คันที่ว่าก็กำลังจะเทียบป้ายในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า ทำให้ผู้เฒ่าเดี้ยงๆ สองคนต้องใส่เกียร์หมา วิ่งตับแล่บเพื่อไปดักรถเมล์คันดังกล่าวทันใด เปลี่ยนอารมณ์กันทันทีเชียว เยี่ยมชัย คนปวดหลังกับคนเท้าเจ็บพากันวิ่งหน้าตั้ง ยังดีที่ไม่วิ่งฟรี ถึงป้ายทันเวลาที่รถเมล์จอดพอดิบพอดี มียูเลกมารอโผล่หน้าโบกมือหยอยๆ อยู่ที่ประตูรถ จริงๆ ก็ไม่ได้นั่งไปไกลอะไรนักหนาเลยนะ แค่ไม่กี่ป้าย แต่ก็ดีกว่าเดินล่ะวะยามนี้ และต่อให้พลาดคันนี้จริงๆ ก็ขึ้นคันหน้าไปเจอยูเลกก็ยังได้ จังหวะนั้นมันคิดไม่ทันไง เลยได้ออกกำลังกายกลางกรุงวอร์ซอซะพอหอบ

ยูเลกพาไปเดินดูเมืองในเขตสตาเร มิอาสโต หรือเขตเมืองเก่าเมื่อวานแค่เดินผ่านตอนกลางคืน วันนี้ไปตอนกลางวัน จะได้เห็นรายละเอียดไปอีกแบบ ตึกรามบ้านช่องดูเก่าจริงๆ ดูไปก็ต้องเตือนตัวเองว่าจริงๆ แล้วไม่มีอะไรเก่าแท้ๆ เลย เป็นการสร้างใหม่ให้เหมือนเก่าทั้งสิ้น ทึ่งกับความสามารถของชาวโปแลนด์เค้านะเนี่ย ได้แวะถ่ายรูปกับระฆังโบราณ ที่ให้ลูบๆ แล้วอธิษฐานขอพรด้วย แน่นอนว่าเราก็ขอ ถึงจะไม่ค่อยแน่ใจว่าจะได้อย่างที่ขอมั้ย เสร็จแล้วก็ไปแวะชมวิวแม่น้ำวิสวาจากอีกมุมนึง เป็นมุมที่สามแล้วนะจะว่าไป มุมแรกมุมสูงจากดาดฟ้าห้องสมุดมหาวิทยาลัย มุมที่สองแบบใกล้ชิดเกาะติดริมแม่น้ำ และมุมที่สามวันนี้จากโซนเมืองเก่า

เดินกลับไปที่ Market Place กันอีกที ก็ที่เดียวกับที่จัดคอนเสิร์ต Jazz in Old Town เมื่อวานนี้นั่นแหละ วันนี้ไม่มีงานแล้วค่อยมองเห็นภาพรวมของลานหน่อย จริงๆ มันก็หลักการเดียวกันกับ Market Place ของเมืองอื่นๆ คือเป็นลานโล่งๆ มีอาคารบ้านเรือนล้อมรอบ แล้วก็มีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งซุ้มขายของ (อารมณ์ตลาดนัดนั่นแล) แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เราต้องย้อนกลับมาอีกรอบคือรูปปั้นนางเงือกตะหาก หลังจากที่เมื่อวานกินแห้วไปแล้วหนึ่งหน ตอนที่จะเดินไปชมนางเงือกที่ริมแม่น้ำวิสวา วันนี้แก้ตัวใหม่ ที่ Market Place นี้ก็มีนางเงือกอีกหนึ่งตัว อยู่กลางลานเลย มีกรุ๊ปทัวร์กำลังมะรุมมะตุ้มดูอยู่ เราก็แฝงตัวเข้าไปดูกับเค้าด้วย เนียนๆ

พอเข้าไปถึงระยะที่มองเห็นรูปปั้นนางเงือกแล้วก็ต้องบอกว่า ประหลาดใจ เพราะ Syrenka (ซิเรนคา) หรือนางเงือกนางนี้ (นางเงือกนี่ลักษณนามว่าไงหรอ??) แหวกแนวไปจากนางเงือกอื่นๆ ที่เราเคยรู้จักมา โอเคล่ะว่ายังคงความเป็นครึ่งคนครึ่งปลาอยู่ แต่ไม่ได้สวยอ่อนช้อยและเซ็กซี่เหมือนนางเงือกทั่วไป มือซ้ายเธอถือโล่อันใหญ่ ส่วนมือขวาเธอก็กำลังเงื้อดาบ เท่อ่ะ! ให้ความรู้สึกว่าเธอช่างเข้มแข็ง เป็นหญิงแกร่งที่พร้อมจะปกป้องผู้อื่น สมแล้วที่นางเงือกนี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์บน Coat of Arms ของวอร์ซอ ถามว่าทำไมถึงเป็นนางเงือก? อันนี้ไม่ได้ไปหาคำตอบมาซะด้วย แต่ในนิยายปรำปราเล่าประวัติที่มาของเมืองวอร์ซอ ซึ่งก็มีนางเงือกมาเกี่ยวพันอีกเหมือนกัน ก็เลยคิดว่านางเงือกก็คงมีบทบาทสำคัญอยู่หละกับเมืองนี้

เดินชมเมืองไปเรื่อยๆ วันนี้แอบรู้สึกว่าเราสามคนพร้อมใจกันเนือยมากๆ เดินแบบออมแรง ไม่มีจังหวะไหนที่จะเดินฉับๆ อย่างคล่องแคล่วกันเลย ฮ่าๆๆ ก็โอเคแหละสำหรับเรา ค่อยๆ เดินดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ เน้นไปทางดูโบสถ์ (จากข้างนอก) กับบ้านช่องเป็นหลัก เรากับโทเมกกินข้าวเช้ากันมาแล้ว แต่ยูเลกยังไม่ได้กิน ก็เลยแวะเข้าไปซื้ออะไรรองท้องในซับเวย์ ทันทีที่รู้ว่าต้องรอยูเลกซื้อของ ทั้งเราและโทเมกก็พร้อมใจกันนั่งแปะลงตรงฟุตบาทหน้าโบสถ์ เรียกว่าถ้ามีนาทีไหนที่นั่งได้ก็พร้อมจะนั่งเสมอ ถึงจะแค่สั้นๆ ก็ตาม ตายละ.. แล้ววันนี้จะรอดกันไหม? นี่มันเพิ่งจะเริ่มต้นเอง

จากเขตเมืองเก่าก็เดินข้ามไปเมืองใหม่ (โนเว มิอาสโต) ก็อยู่ติดๆ กันนั่นแหละ แค่ถูกกำหนดว่าเป็นคนละโซนแล้วเท่านั้น เข้าไปมองโบสถ์เซนต์แมรี่ที่ขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุดของวอร์ซอเป็นที่สุด ท้าย แล้วมุ่งหน้าออกจากโซนนี้ ระหว่างทางแวะดูห้องแสดงผลงานพวกสิ่งประดิษฐ์เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม กันแป๊บนึง ไอเดียส่วนใหญ่ก็คือการรีไซเคิลผลิตภันฑ์ต่างๆ แปรรูปไปใช้ประโยชน์ต่างๆ นานา เช่น เอาสกีเก่ามาทำเป็นที่แขวนเสื้อโค้ท หรือการแปรรูปพลาสติกเพื่อเอากลับมาใช้ใหม่ บางไอเดียก็เจ๋งดี แต่บางไอเดียก็ไม่ซื้ออ่ะ อย่างอันที่เอาพลาสติกมาทำเป็นเหมือนเส้นสปาเก็ตตี้ขยุกขยุยๆ ประโยชน์ใช้สอยคือเอาไว้เสียบปากกา เอ่อ.. ปกติโต๊ะก็รกพออยู่แล้ว อย่ามาเพิ่มความรกให้กันเลยดีกว่าป่ะ - -‘’

เดินต่อไปอีก คราวนี้ถึงอาคารที่เป็นศาล ปรับโหมดจากบาโรก โกธิค อะไรเก่าๆ ทั้งหลาย เข้าสู่โหมดโมเดิร์นแทบไม่ทัน ตึกนี้สีเขียวแปลกโดดเด่นมาก เขียวเหมือนเขียวไข่กาอ่อนๆ แล้วก็ใช้กระจกเยอะ แต่ที่เจ๋งสุดเห็นจะเป็นรูปปั้นสตรีสามนางใหญ่ยักษ์ สูงสามเมตรได้มั้ง (บางคนก็บอกว่าเป็นเทพกรีก) สวยเลยหละ ยืนหันหน้าเข้าหากัน เป็นสามสาวสามมุม พื้นที่ยืนอยู่เป็นบ่อน้ำพุ เก๋สุดคือที่แต่ละนางเทินอยู่บนหัวคือเพดานของตัวตึกที่ยื่นออกมา นึกภาพง่ายๆ ว่า ทั้งสามสาวนี้ทำหน้าที่เป็นเสาอยู่นั่นเอง รู้สึกเมืองนี้ผู้หญิงจะมีบทบาทสำคัญหลายเรื่องเลยนะ เอิ๊กๆๆๆ ยืนพิจารณาอยู่พักนึงเลย เพราะมันสวยบอกไม่ถูก สีเขียวแปลกๆ อย่างที่บอก แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมากระทบน้ำ สะท้อนกับกระจก แล้วยังจะสามสาวนี้อีก บอกได้คำเดียวว่าเดิ้นจริงๆ

พื้นที่ติดกับการอาคารศาลสุดโมเดิร์นก็ คืออนุสาวรีย์ Heroes of the Warsaw Uprising อนุสาวรีย์นี้สำคัญยังไงก็คงต้องโยงกลับไปถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อ กอบกู้ชาติของชาวโปแลนด์เค้า สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ กลุ่มประชาชนโปแลนด์เค้าผนึกกำลังต่อสู้ต้านกับกองทัพเยอรมันที่รุกราน ประเทศเค้าอยู่ ณ เวลานั้น ยืนหยัดสู้อยู่ได้ ๖๓ วัน โดยแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากใครเลย สุดท้ายก็พ่ายแพ้ ตายก็เยอะ เจ็บก็เยอะ เมืองก็พังยับ เฮ้อ.. เวลามาดูอะไรแบบนี้ก็อดรู้สึกซึมๆ จ๋อยๆ ไม่ได้ ทั้งๆ ที่ก็ไม่ใช่ประเทศชาติเราด้วยนะ แล้วคนของเค้าเองล่ะ ไม่รู้จะรู้สึกมากกว่าเราขนาดไหน ไม่รู้จะว่ายังไง.. เอาเป็นว่า แล้วไปแล้ว ก็อโหสิ และเลิกแล้วต่อกันดีกว่าเนาะ ต่อไปนี้ก็ทำดีต่อกัน ขอให้โลกสงบสุข (สาธุ)

Warsaw Trip 7 Old World New World


     Share

<< บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคมWarsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka >>

Posted on Mon 21 Nov 2011 5:56




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn