Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
After-wedding Incident
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
01.11.11

เสาร์ที่ ๒๒ ตุลา
ตื่นเช้าลงมารอข้างล่าง เตรียมตัวว่าจะต้องทำกาแฟสำหรับมื้อเช้า น้องจ๋าก็บอกว่าไม่ต้องทำนะพี่หวาน เดี๋ยวไปอิเคียกัน ไปกินข้าวเช้าที่นั่น เอ่อ.. เอางั้นหรอ? เค้าว่างั้นก็ต้องว่างั้นแหละ ก็กลับขึ้นห้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมออกจากบ้าน เพราะน้องจ๋าบอกว่าเดี๋ยวจะไปเลย (ตอนนั้นเก้าโมงนิดๆ) ปรากฏว่ากว่าจะได้ออกจากบ้านจริงๆ คือปาไปสิบโมง เพราะเจย์เดนออกฤทธิ์อะไรนักก็ไม่รู้ ทะเลาะกันตั้งแต่เช้า ตีกับแม่ เสร็จแล้วก็ทะเลาะกับพ่อ กรี๊ดๆ ร้องไห้ โวยวายๆ เสียงดังกัน รู้สึกว่านี่มันไม่ใช่เช้าวันเสาร์ที่ชั้นสมควรจะมีเลยว่ะเฮ้ย ปวดหัวตั้งแต่ยังไม่ออกจากบ้าน กว่าจะเสร็จสรรพธุระที่อิเคียแล้วไปต่อเบามาร์กท์ กลับมาบ้านแล้วลาขึ้นห้อง กินยานอนทันที ไมเกรนกำเริบ -*-


อาทิตย์ที่ ๒๓ ตุลา
น้องจ๋าชวนไปวัดพุทธาราม เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช ที่วัดจัดงานทำบุญ เอ้า.. ไปก็ไม่ ไม่อยากขัดเรื่องนี้อยู่แล้ว เตรียมผลไม้ไปถวายไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เราบอกอย่าทำเลยกับข้าว มันจะยุ่งตอนเช้า แต่น้องจ๋าเค้าอยากทำ ก็เลยให้เราเป็นธุระเรื่องทอดหมูไปถวายเพล (มันก็ฟังแปลกๆ มั้ย?) เอ้า.. ทำก็ทำ เราก็หมักหมูไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหมือนกัน กะว่าวันนี้ตื่นเช้าๆ นิดนึง มาทอดหมูอย่างเดียว ก็คงไม่ยุ่งอะไร ก็เป็นเราตื่นมาทำนู่นทำนี่ วันอาทิตย์ครอบครัวเค้าคงอยากตื่นสายๆ บ้าง ก็เข้าใจ แต่วันนี้มันมีโปรแกรมว่าจะต้องไปวัดไม่ใช่รึ? เออ.. นั่งกินข้าวเช้าก็กว่าจะเสร็จ คุยกันดีๆ ให้เป็นเรื่องเป็นราวนี่ไม่มีซะล่ะ กว่าจะตีกัน (สามีกะภรรยา) จนได้ข้อสรุปว่าจะไปวัดกันสองคน น้องจ๋าและเรา ให้คุณสามีไปส่ง และเสร็จเมื่อไหร่จะโทรให้ไปรับ เล่นเอาเราเซ็ง ตกลงจะไปหรือไม่ไปก็ให้บอกมา ชักจะรำคาญ เราเนี่ยแต่งตัวรอแล้ว ทำกับข้าวตามที่ได้รับคำสั่งแล้ว ยังมาเจอคำสั่งพิเศษที่เพิ่งงอกๆ มาเอาตอนนั้นอีกยุบยิบ ต้องพยายามข่มใจ จะไปทำบุญๆ อย่าหงุดหงิดๆ

ที่วัดก็แทบไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่รู้จักใครอ่ะนะ แล้วก็รู้สึกว่าเข้าไปทำความรู้จักยากด้วย ก็เลยอยู่เงียบๆ คนเดียวดีกว่า ไปวัดก็สำรวมกายวาจาใจ มันก็ถูกต้องอยู่ ไม่อยากวิจารณ์คนอื่นหรือเรื่องอื่นๆ เอาเป็นว่าเราก็พอใจในส่วนของเราที่ได้ไปไหว้พระ ฟังพระสวด ได้สักการะเสด็จพ่อ ร.๕ แค่นั้นพอละเลิกงานแบร์นด์มารับน้องจ๋าที่วัด เค้าจะเลยเอาดอกไม้ไปวางที่หลุมศพพ่อเค้า ถึงเราจะไม่เกี่ยวแต่ก็ต้องติดรถไปด้วยอย่างไม่มีทางเลือก เสร็จแล้วก็ต้องแวะไปหาแฟนพ่อที่บ้าน นั่งคุย นั่งกินกาแฟกันอีกพักใหญ่ กว่าจะได้กลับบ้าน สรุปว่าหมดไปอีกวันโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวกับการสมัครงานเลย ฮ่วย


จันทร์ที่ ๒๔ ตุลา
วันนี้เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนทางความคิดของเรา สงสัยจะเจออะไรๆ มาเยอะจนถึงระดับที่มากพอจะเปลี่ยนใจแล้วมั้ง ที่สะสมมาตลอดเวลาก็คือความท้อแท้จากการหางานที่เยอรมันไม่ได้ซักที มันไม่ใช่แค่ท้อแท้ไปงั้น แต่มันเริ่มมีเหตุผลมาสนับสนุนละ ว่าทำไมถึงยังไม่ได้ และมันก็คงเปลี่ยนอะไรไม่ได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีความอึดอัดใจจากการที่ต้องมาเป็นผู้อาศัย ไม่คิดเหมือนกันว่าความอึดอัดมันจะมากมายได้ขนาดนี้ ถ้ารู้ก่อนได้ก็คงไม่ตัดสินใจมาอยู่กับเค้าหรอก

แล้ววันนี้ก็ไม่สามารถนั่งทำงานในห้องตัวเองได้อีก เพราะว่าช่างเค้ารื้อหลังคาออกหมด เข้าใจแล้วว่าการที่ "ไม่มีหลังคาคุ้มหัว" มันเป็นแบบนี้นี่เอง มันหนาวอ่ะ ทีแรกก็ไม่รู้ว่าเค้ากำลังเอาหลังคาออก แต่มันหนาวขึ้นๆ เรื่อยๆ จนปวดมือ ทำงานต่อไม่ได้ เลยต้องอพยพลงไปอยู่ห้องรับแขกข้างล่าง แล้วช่างก็ทำไม่เสร็จในวันนี้ แปลว่าคืนนี้เราต้องนอนทั้งๆ ที่ไม่มีหลังคาแบบนี้แหละ (ไม่มีหลังคา แต่ว่ายังมีเพดานอ่ะนะ ยังไม่ถึงขั้นว่านอนดูดาวได้) ก็คงต้องแต่งตัวให้อุ่นๆ ไว้ แต่ฟางเส้นสุดท้ายของวันนี้จริงๆ คือ การที่ไม่ได้กินข้าวเย็น คือเค้าไม่กินกัน แล้วก็มาบอกว่าให้เราทำกินเอาเองนะ แต่บอกตอนนั้นมันทำอะไรได้ที่ไหนอ่ะ?! ก็ได้แต่หาอะไรจุบจิบกินกันตายไปก่อน กะว่ารีบๆ เข้านอนก็คงพอกดความหิวได้วะ

ทั้งหมดทั้งปวง ทำให้เราตัดสินใจว่ากลับบ้านดีกว่า โคตรจะไม่มีความสุขเลยอ่ะชีวิตตอนนี้ จะมาทนไปเพื่ออะไร กลับบ้านก็ยังมีพ่อมีแม่ มีพี่พร มีหมาก้าให้กอด งานการก็คงพอจะหาได้อยู่ล่ะน่า คงดีกว่ามาทนเป็นพนักงานเสิร์ฟหรือแจกใบปลิวแน่ๆ อ่ะ ยังมีอะไรดีๆ รออยู่ที่ไทยอีกเยอะ เพื่อนฝูงก็มากมาย วางแผนว่าจะอยู่เบอร์ลินถึงแค่ก่อนคริสต์มาสนิดหน่อยเท่านั้น แล้วก็จะไปขออยู่กับน้องหนุ่ย ช่วงคริสต์มาสก็ไปบ้านพ่อแม่คริสกันอยู่แล้ว กลับมาอยู่อิลเมเนาอีกหน่อย ประมาณมกราก็จะหาตั๋วกลับไทยละ หวังว่าจะมีตั๋วที่ไม่แพงเท่าไหร่นะ หมดใจจะอยู่แล้ว เมืองเยอรมัน


อังคารที่ ๒๕ ตุลา
ประมาณเกือบๆ ตีสอง แม่โทรมา บอกว่าต้องออกจากบ้านแล้ว น้ำเข้าบ้านแล้ว กำลังสะลึมสะลือจะหลับๆ ก็เลยตื่นเต็มตาทันที ลุกขึ้นมาเปิดคอมประจำการ แล้วก็ยาวเลย ไม่ได้นอนอีกเลยจนเช้า เพราะต้องคอยคุยกับที่บ้าน ประสานงานขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โทรหานาง หาทางว่าจะทำไงดี แม่บอกว่ามีเพื่อนแม่ให้ไปพักที่บ้านที่ระยอง นางก็เลยต้องเป็นธุระรับเป็นโชเฟอร์พาไปส่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะง่ายๆ แค่นั้น เพราะกว่าจะออกจากบ้านได้ต้องรอให้โรงพักส่งรถรับส่งนักโทษมารับ (รถแบบนี้มันแข็งแกร่งบึกบึน และสูงอ่ะนะ) พาไปส่งที่ สน.ลุมพินีก่อน แล้วนางค่อยไปรับจากตรงนั้น ไปกันแค่แม่ พี่พร ปู่ และหมาก้า ส่วนพ่อกับแชมป์เค้ายังไม่ยอมไป เฮ้อ.. ณ เวลานั้นมันไม่สามารถเปลี่ยนใจเค้าได้อ่ะ มันฉุกละหุกไปหมด

สถานการณ์มาคลี่คลายตอนเช้าแล้ว แต่ก็ยังนอนต่อไม่ได้ ต้องลุกมาจัดการเตรียมกาแฟให้คนงานก่อน แบร์นด์ไปส่งเจย์เดนที่โรงเรียนและส่งน้องจ๋าที่สนามบิน (ไปแฟรงก์เฟิร์ตสองวัน) กลับมาคุยกันตอนกินข้าวเช้า อัพเดทสถานการณ์ให้เขาฟัง แล้วเราค่อยขอตัวไปนอน นอนมันทั้งๆ ที่มีแต่เสียงอึกทึกโป๊กๆ บนหลังคานี่หละ หลับด้วย ช่วงนี้เปิดโน้ตบุคไว้ตลอด วางไว้ข้างตัวเลย นอนๆ อยู่รู้สึกตัวก็ลืมตาขึ้นมามองๆ ซักหน่อย แล้วค่อยหลับต่อ โทรศัพท์ก็พร้อมข้างมือเหมือนกัน

มื้อเย็นวันนี้เข้าครัวเอง ทำเมนูโปรด ค่อยรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตดีขึ้นหน่อย ได้ออกไปซื้อกับข้าวที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ได้ทำครัว ได้ทำอาหารกินจนอิ่ม มีน้ำสัปปะรดที่ชอบดื่ม เฮ้อ.. ช่วงโปรโมชั่นแบบนี้มีแค่สองวันฮ่ะ


พุธที่ ๒๖ ตุลา
ความห่วงบรรเทาลงแค่นิดเดียว ห่วงพ่อกับแชมป์ด้วย จริงๆ คือไม่อยากให้อยู่บ้านเลย รู้สึกมันไม่ปลอดภัยด้วยประการทั้งปวงอ่ะ ทางระยองก็ยังไม่เข้าที่ แม่บอกบ้านเพื่อนแม่เป็นบ้านเปล่าๆ ไม่มีอะไรเลย ต้องซื้อของใช้เข้าบ้านกันใหม่หมด คิดว่าพี่พรกับวอดก้าก็เครียดๆ กันด้วย พี่พรนี่เค้าขาคิดมากห่วงสารพัดอยู่แล้ว ส่วนกาก้าก็คงยังตกใจกับการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายอยู่ แถมพ่อก็ไม่มาด้วย มันคงยังตื่นๆ มีปู่นี่หละ ที่พอจะไม่คิดอะไรแล้ว เฮ้อ.. นี่ถ้ายอมเชื่อเราตั้งแต่แรก ก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอกนะ อย๊ากอยากจะดุ แต่ก็กัดปากไว้ตั้งแต่เมื่อคืนนั้นละ ไม่อยากจะซ้ำเติมกัน แอบคิดเล่นๆ เองด้วย ว่าหรือมันจะเป็นเพราะเราเองก็ยอมเลิกดื้อวะ? พอตัดสินใจได้ปั๊บว่าจะกลับบ้าน ไม่พยายามที่จะดิ้นรนอยู่เยอรมันต่อแล้ว ที่บ้านก็ถึงจุดได้เปลี่ยนใจพอดีเหมือนกัน


พฤหัสบดีที่ ๒๗ ตุลา
มีนัดไปลงทะเบียนที่เขตอีกหน คราวนี้ให้แบร์นด์เซ็นไปเรียบร้อย ไปถึงก็พบว่ายังคงมีเหตุงี่เง่าเกิดขึ้นอีกอยู่ดี คือคุณเจ้าหน้าที่เขตบอกว่า คุณแบร์นด์ไม่สามารถรับใครเข้าพักอาศัยได้ เนื่องจากไม่ใช่เจ้าของบ้าน อ้าว.. มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ?!? จะอะไรก็ตาม ก็โดนเชิญกลับไปตามระเบียบ ยังดำเนินการอะไรต่อไม่ได้ พอเรามาถามแบร์นด์ ถึงได้เก็ทว่า อ้อ.. ระบบมันไม่อัพเดท ชื่อเจ้าของเก่าที่แสดงในระบบนั่นน่ะ เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ทำไมชื่อแบร์นด์ยังไม่เข้าไปแทนที่ก็ไม่รู้ ฮ่วย.. บทจะห่วยจะเฮงซวยก็มักจะมาเกิดกับชั้นซะทุกทีเลยนะ ระบบเยอรมันๆ เนี่ย สรุปว่าก็ต้องไปใหม่เป็นหนที่สาม พร้อมหลักฐานแสดงความเป็นเจ้าของบ้านของแบร์นด์ เบื่อหน่ายที่สุด - -''

ระหว่างนั้นแม่โทรมาแจ้งข่าวล่าสุดว่าพ่อยอมออกจากบ้านแล้ว เพราะว่าเค้าประกาศจะตัดไฟทั้งบริเวณนั้น เฮ้อ.. ค่อยยังชั่ว และก็ยังโชคดีที่ออกมาไม่ยากมากนัก มีรถทหารไปรับมั้ง แล้วก็ไปดักเจอลุงอดิศักดิ์กับป้าหญิงข้างนอก แล้วก็มุ่งหน้าไประยองกันเลย สรุปว่าเย็นวันนี้ที่บ้านเราก็ได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว จะเหลือกระเด็นออกมาเผชิญความลำบากอยู่คนเดียวเดี่ยวๆ ก็เรานี่หละ

วันนี้น้องจ๋ากลับมาแล้ว เรากลับบ้านไปตอนเย็นๆ ก็เจอ แต่ก็ไม่ได้พูดไรกัน เค้าอยู่ในโหมดเหนื่อย โหมดไม่คุย ไม่รู้ว่าเพราะอะไรล่ะ แต่ก็ตามนั้น ไม่คุยก็ไม่คุย


ศุกร์ที่ ๒๘ ตุลา
ตื่นเช้ามาก็มาคุกันเลยแฮะ อะร๊าย ยังไม่รู้เลยว่าทำอะไร คือเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงเค้าก็ไม่ได้ทำอะไรหรอกนะ แค่ไม่พูดไม่จา ทำหน้าบึ้งตึงเท่านั้นเอง อิผู้อาศัยก็หนาวๆ ร้อนๆ อึดอัดไปเองสิ ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี นั่งกินข้าวเช้าก็นั่งตัวลีบ กินเงียบๆ ไม่มีการพูดจา ให้สามีภรรยาเค้าคุยกันไป ประหนึ่งว่าไม่มีตัวตนอยู่ในห้องนั้น คือประเด็นที่เค้าคุย มันร่วมคุยด้วยไม่ได้เลยอ่ะ ไม่สามารถจะเจือกอ่ะ ว่างั้น เฮ้อ.. กินเสร็จแล้วก็รีบขึ้นห้อง ที่เดียวที่รู้สึกหายใจหายคอโล่ง

ตอนบ่ายออกไปซื้อของที่เน็ตโต้ คือชั้นเครียดกับการอยู่บ้านมามากมาย แค่ได้ไปเดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเล็กๆ ก็ดีนักหนาแล้ว ยังซวยไปเจออิป้าบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ปรี่เข้ามาบอกซะงงเต้ก ว่าเนี่ย ห้ามนะ ห้ามใช้ถุงส่วนตัวในนี้ อ้าว..ห่า งงนะ ก็ใช้แบบนี้มาตั้งเกือบสามปีแล้วอ่ะ ที่เยอรมันเนี่ย ใครๆ เค้าก็ใช้ถุงช้อปปิ้งกันไม่ใช่หรอ? คือพกถุงผ้ามา แล้วก็มาใช้ใส่ของตอนซื้อ แล้วพอไปถึงแคชเชียร์ ก็เอาของออกจากถุง เค้าก็ทำกันแบบนี้นี่นา ทำไมที่นี่บอกทำไม่ได้!! คาดว่างี่เง่า เห็นเราหน้าเอเชีย กลัวว่าจะขโมยของ หรือไม่ก็อยากโชว์พาว โมโหจริงๆ มาทำลายช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ น้อยๆ ของเราซะงั้น อิป้าบ้า


     Share

<< บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคมWarsaw Trip (7) : Old World, New World >>

Posted on Wed 2 Nov 2011 2:24




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn