Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
The Wedding of P&J: PARTY
The Wedding of P&J: Thai Ceremony
มีนามาอีกแล้ว :|
โรคเลื่อน
เข้าวัด
Very Difficult
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
เสาร์ที่ ๑๕ ตุลา
ไหนๆ ก็ไม่ได้ไปนอยเคียร์เชนและกีเซนแล้ว ก็เลยแพลนปุบปับว่าไปแอร์ฟวร์ทกันดีกว่า ได้เจอทั้งน้องดาและพี่ก้อย ว่าแล้วชาวคณะอิลเมเนาก็ยกขบวนไปครบเซ็ทอีกเช่นเคย ครอบครัวฟร็อค, วิโรจน์, และเรา ไปถึงเกือบบ่ายสาม จอดรถแถวบ้านพี่ก้อย แล้วเดินไปหาน้องดาในเมืองก่อน ที่ต้องเป็นแบบนี้เพราะน้องดาทำงาน มีเวลาพักแค่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ต้องบริหารจัดการการพบปะกันนิดนึง ถึงจะได้เจอกันแค่แป๊บๆ ก็ไม่เคยคิดว่าไม่คุ้ม

จากนั้นก็เดินกลับมาหาพี่ก้อย มื้อเค้กยามบ่ายที่เลทไปซะเกือบห้าโมงเย็น ฮ่าๆ ความจริงพี่ก้อยต้องไปทำงาน แต่เนื่องจากว่าเพิ่งไปผ่าตัดซีสต์ที่มือขวามา ก็เลยได้หยุดอยู่บ้าน แต่ก็หวยไปออกที่พี่ไมเคิล ต้องรับทำงานกะเดิมของพี่ก้อยแทน ยุ่งนิดหน่อยแต่ชาวเราก็ยังมีความสุขดี ก็สุขดีอย่างนี้ทุกครั้งที่เจอกันนั่นหละ จากที่คิดว่าจะอยู่แป๊บเดียว ก็กลายเป็นลากยาว จากเค้กก็เริ่มไปถึงข้าวต้ม และต่อด้วยมาม่า เด็กก็เพลิน ผู้ใหญ่ก็มีความสุข

ออกจากบ้านพี่ก้อยซะสี่ทุ่ม ถึงอิลเมเนาห้าทุ่มก็ยังมีพันธกิจจำใจไปปาร์ตี้ตามคำเชิญของมานูเอลอีก คือเค้ามีนัดกับกลุ่มเพื่อนเค้าคืนนี้ว่าจะทำซูชิ วิโรจน์ก็เป็นหนึ่งในนั้น แถมทำหน้าที่สำคัญคือเป็นผู้ซื้อปลาสำหรับซูชิ เพราะฉะนั้นยังไงก็ต้องไป แล้วพอเขารู้ว่าเรายังอยู่อิลเมเนา เขาก็เลยชวนให้เราไปด้วย เรื่องก็เป็นเช่นนี้ แต่เราน่ะแอบลำบากใจ เพราะคิดว่าไปหนนี้คงต้องเจอแฟนเขาแน่ๆ เลย มันจะรู้สึกยังไงน๊อ นึกไม่ออก เพราะฉะนั้นก็ควรจะไปให้มันรู้ๆ (ใช่มั้ย?)

ระหว่างทางก็คิดเหมือนกันว่า เอ..หรือเซนส์เมื่อวานมันจะผิดจริงๆ? แค่ข้ามไปสองวันก็ได้เจอกันอีกแล้วเนี่ย? แต่พอไปถึงปาร์ตี้และได้เจอเขา ก็กลับมามั่นใจอีกทีว่า อืม..เซนส์ของเราไม่ผิดหรอก เป็นความมั่นใจที่ทำให้หดหู่อย่างบอกไม่ถูก ถึงคืนนี้จะเจอมานูเอลอีกก็จริง แต่เขาเหมือนไม่ใช่มานูเอลแบบที่เคยเป็นสำหรับเราอีกต่อไปแล้ว และว่ากันตรงๆ เราเองก็กระอักกระอ่วนใจกับภาพตรงหน้าไม่น้อย เป็นหนึ่งชั่วโมงที่ใช้ความอดทนสะกดใจ และปั้นหน้าเข้าสังคมล้วนๆ

พอพวกเขาจะไปต่อกันที่คลับ เราก็เลยขอตัวแยกกลับแบบไม่เกริ่นนำให้ใครต้องมาเสียเวลาโน้มน้าวให้เปลี่ยนใจเลย ไม่อยากเห็นแล้วอ่ะ.. จะรักกันมากก็ดีใจด้วยนะ ขอให้เป็นคนดีสมกันกับมานูเอลก็แล้วกัน แฟนเขาน่ะ เราดีใจด้วยจากใจจริง แต่ไม่ชิน และวางตัวไม่ถูก วันนี้อยากรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ได้รู้แล้ว พอแล้วดีกว่า ความดีของเขาก็เป็นเรื่องนึง ดีแสนจะดีไม่มีที่ติ แต่ความที่ทำให้เราไม่เข้าใจหรือเข้าใจเขาผิดไปเนี่ยมันก็หลายเรื่องอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ คงจำเป็นต้องอยู่ห่างๆ กันไว้หน่อย สรุปได้แบบนี้แล้วก็เศร้าวุ้ย


อาทิตย์ที่ ๑๖ ตุลา
สืบเนื่องจากเรื่องซูชิเมื่อวาน ปรากฏว่าเค้าเปลี่ยนแผนกันว่าไม่กินซูชิละ (กินไม่ได้ด้วย เพราะกว่าวิโรจน์จะตามไปสมทบก็ห้าทุ่มแล้ว) และเปลี่ยนเป็นฟองดูแทน แต่ถึงยังไงก็ต้องทำอะไรซักอย่างกับปลาชั้นดีที่โรจน์มันอุตส่าห์ไปซื้อมาจากแอร์ฟวร์ทตั้งแพงนั่น มานูเอลตัวต้นคิดก็ไปเที่ยวกับแฟนวันนี้ แมรี่ สาวอเมริกันเพื่อนเขาก็เลยบอกว่า โอเค งั้นเอามาทำซูชิที่บ้านเค้าก็ได้ โรจน์มันก็มาตะแง๊วๆ ให้เราไปเป็นเพื่อน ซึ่งไม่เห็นจะสมเหตุสมผลเรย แก๊งค์นี้เราก็ไม่ได้สนิทด้วยซักนิด ที่สำคัญเรากินซูชิที่ไหนเล่า!!

แต่ก็เห็นใจโรจน์มันอ่ะ ไปคนเดียวมันก็จะแกร่วๆ เขินๆ นะ ก็เลยเอาวะ.. ไปเป็นเพื่อนก็ได้ สรุปก็ไปขลุกทำซูชิอยู่ที่บ้านแมรี่ ก็สนุกสนานดี บรรยากาศดีกว่าเมื่อคืนด้วยซ้ำ ฮ่า.. เป็นการทำซูชิครั้งแรกในชีวิต จริงๆ ก็ไม่ได้ทำไรมากหรอก แค่ช่วยหยิบจับนั่นนี่ ทอดไข่ หั่นแตง พอถึงขั้นตอนห่อนี่ก็ขอบายละ กลิ่นสาหร่ายมันรุนแรงจริง ขนาดว่าพยายามอยู่ห่างละนะ ทำเสร็จก็อยู่กินกลางวันกันที่บ้านแมรี่ ครึกครื้นดีนะ สามีแมรี่ก็เป็นคนสนุกสนาน ลูกๆ อีกสี่คนก็น่ารักดี คุยกันรู้เรื่องมันดีแบบนี้นี่เอง เด็กพูดได้ทั้งเยอรมันทั้งอังกฤษน่ะ

เสร็จแล้วก็กลับบ้านมารอขึ้นเขา Kickelhahn กับบ้านพี่ก้อย แต่ยังไงไม่ยู๊ พี่ก้อยไม่มา พวกเราก็เลยเปลี่ยนแผนว่าไปกินไอติมกันแทนละกัน ซึ่งก็ดีกว่าให้ขึ้นเขาเพราะตอนนั้นนี่เราหิวตาลาย ก็ไม่ได้กินข้าวกลางวันอ่ะ ตอนสุดท้ายที่พนักงานมาเก็บเงินนี่ฮามาก ก็บอกว่าแยกจ่าย เค้าก็คิดตังค์น้องหนุ่ยกับคริสชุดนึง และมาคิดเรากับโรจน์อีกชุดนึง เราก็เลยต้องบอกว่าไม่ใช่ฮ่ะ แยกกันๆ พนักงานทำหน้าแบบ อ้าว.. ทำไมแยก ชั้นคิดว่าคุณสองคนเป็นแฟนกันซะอีก แป่ว.. สรุปว่าท่าทางคนเกินครึ่งอิลเมเนาจะเข้าใจว่าเรากับโรจน์เป็นแฟนกัน เพราะโดนทักมาหลายคนหลายทีละ พวกที่กล้าถามก็ดี ก็ยังได้บอกว่า ไม่ใช่จ้า ไม่ได้เป็นไรกัน แต่อิพวกที่ไม่ถามแต่เข้าใจผิดๆ ไปเองนี่เส่ะ เสียประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายนะเนี่ยแบบนี้


อังคารที่ ๑๘ ตุลา
กลางวันนี้ไปกินข้าวกลางวันกับน้องดาและโรจน์ น้องดามาธุระพอดีน่ะ กินเสร็จแล้วก็เข้ามหาวิทยาลัย แวะไปเสี่ยงดวงลองกดกริ่งบ้านเก่าดู ก็พยายามติดต่ออดีตรูมเมทตั้งแต่วันแรกที่มาถึง จนวันสุดท้ายแล้วก็ยังนัดแนะกันไม่สำเร็จซักที เราจะขอไปเอาจดหมายแล้วก็ของกระจุกกระจิกบางอย่างที่เราลืมเก็บออกมาด้วย ปกติถ้าไม่ใช่แขกที่เค้านัดไว้ เค้าจะไม่ออกมาเปิดประตูให้อ่ะ แต่วันนี้เราโชคดี กดกริ่งแล้วหมีน้อยยอมออกมาเปิดประตู ก็เรียบร้อยไป ได้ของสมใจ เสร็จแล้วก็ไปนั่งกินกาแฟกันแป๊บนึง ก่อนจะแยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน ไม่รู้จะได้เจอวิโรจน์กับน้องดาอีกเมื่อไหร่เหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากจะลาเลออะไรให้ใจแป้ว ก็แค่บ๋ายบายกันเฉยๆ เท่านั้น

คืนนี้มีนัดไปคลับอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ดำริและออการ์ไนซ์โดยน้องหนุ่ย ก็เข้าใจอ่ะ ว่าน้องหนุ่ยเองก็อยากจะมีเวลาส่วนตัวที่ได้นั่งชิลๆ บ้างซักสองสามชั่วโมง ครั้งนี้ก็โอกาสเหมาะดีด้วย ก็นัดแค่กอเซียนั่นแหละไปด้วยกัน อย่างน้อยๆ ก็ยังได้นั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวโดยที่ไม่มีลูกมาคอยเกาะหน้าเกาะหลัง เกือบสี่ทุ่มอ่ะได้ไปรับกอเซีย เพราะน้องหนุ่ยต้องเอาติณณ์นอนก่อน เสร็จแล้วก็ไปนั่งคุยกันที่คลับ BH ชั่วโมงนึง ย้ายไป BC อีกแป๊บนึง ก่อนจะกลับมาแด๊นซ์นิดหน่อยที่ BH เหมือนเดิม ผ่อนคลายกันพอหอมปากหอมคอแล้วก็กลับบ้าน เปิดประตูเข้าไปก็ต๊กกะใจ เพราะเจอคริสกำลังอุ้มติณณ์เดินไปเดินมาอยู่ คือว่าคุณชายติณณ์ตื่น แล้วยังไม่สามารถทำให้กลับไปหลับอีกได้ แล้วก็ไม่ยอมโทรตามน้องหนุ่ย โถๆ แต่ก็เอาน่ะ.. คงไม่ได้มีโอกาสแบบนี้บ่อยๆ หรอก


พุธที่ ๑๙ ตุลา
ได้เวลากลับไปเผชิญชีวิตจริงที่เบอร์ลิน ๑๒ วันที่อิลเมเนานี่เหมือนเราได้กลับบ้านจริงๆ นะ ได้พักผ่อน กินอิ่มนอนหลับ สบายใจและมีความสุข จ๋อยเยอะอยู่เหมือนกัน ตอนที่น้องหนุ่ยกับติณณ์เดินไปส่งที่สถานีรถไฟ แต่อย่างนึงที่เรียนรู้มาคืออะไรๆ มันก็ไม่แน่ ที่คิดว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้เจอกัน มันก็อาจจะไม่ใช่ก็ได้ ชีวิตสามารถมีอะไรที่เราคาดไม่ถึงเสมอ ปลอบใจตัวเองได้แบบนี้แล้วก็ไม่เศร้ามาก แต่กระนั้น ตอนจะขึ้นรถไฟก็ลากันแบบห้วนๆ สั้นๆ อีกอยู่ดี ใจไม่แข็งพออ่ะ ถ้าจะให้พูดให้ลา กลัวว่าจะน้ำตาแตกเปล่าๆ แค่เห็นติณณ์ร้องไห้พอเราบ๋ายบายก็ใจไม่ดีละ ถึงวันนี้จะยังไม่มีกำหนด ว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก แต่เราก็พยายามเชื่อว่าเราจะต้องได้เจอกันอีกซักวัน

รถไฟเลทต่อนึง ทำเอาลุ้นระทึกว่าจะตกรถไฟขบวนที่ต้องไปต่อที่ Naumberg รึเปล่า โชคดีที่มันเป็นรถ ICE เค้าก็เลยรอ สามโมงครึ่งก็ถึงเบอร์ลินละ ค่อนข้างไว เดินทางตรงนี้อ่ะไม่เหนื่อย มาเหนื่อยจริงๆ ตอนเดินทางจากสถานีรถไฟเบอร์ลินเข้าบ้าน โห.. ต่อรถซะงงไปหมด ลากกระเป๋าอีก คือนอกจากมันจะต้องหลายต่อหลายสายแล้ว ยังไปเจอว่าสถานีรถแทรมปิดซ่อมแซมอีก เอ้า.. ไงต่อล่ะทีนี้! เปิดแผนที่ดูใหม่ เปลี่ยนไปทางไหนได้บ้าง แล้วก็ลากกระเป๋าไปสิ เหนื่อยจริงๆ กว่าจะถึงบ้าน ใช้เวลาไปซะชั่วโมงกว่าแน่ะ

ถึงบ้านก็เหวออีก เพราะสภาพไม่เหมือนเมื่อตอนที่ไป นั่งร้านรอบบ้าน ไม่สามารถเข้าทางประตูหน้าบ้านได้ พอเข้ามาในบ้านก็เหวออีกขั้น เพราะฝุ่นตลบไปหมด พื้นไม้นี่ถูกกลบด้วยฝุ่นสีขาว ห้องที่ยังพออยู่ได้คือห้องรับแขก คือตอนนี้เค้าปรับปรุงบ้าน จ๊อบแรกคือทำหลังคาใหม่ ก็คือต้องรื้อหลังคาเก่าออก แล้วปูพวกแผ่นกันความเย็นใหม่ จ๊อบที่สองคือทำหน้าต่างใหม่ จ๊อบที่สามคือทำห้องเด็กใหม่ ทุบกำแพงเก่าเพื่อขยายขนาดห้อง และจ๊อบที่สี่คือทำห้องนั่งเล่นข้างบน เห็นสภาพแล้วแอบเครียด ข้าวของบางส่วนก็เลยต้องเอามาฝากไว้ในห้องเราก่อน ซึ่งก็ไม่เป็นปัญหาหรอก เราไม่ได้ใช้ที่เยอะแยะอะไรอยู่แล้ว ห่วงแค่เรื่องฝุ่น หน้ายิ่งกำลังเยินๆ อยู่ ไม่รู้ว่าแพ้อะไร ถ้ามาเจอฝุ่นซ้ำเข้าไปแบบนี้ จะเป็นยังไงน๊อ


พฤหัสบดีที่ ๒๐ ตุลา
ช่างที่มาทำหลังคามาเริ่มงานตั้งแต่ประมาณเจ็ดโมงครึ่ง!! ไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุกกันแล้ว มีชายฉกรรจ์สามสี่นายมาเดินอยู่บนหัว แถบทั้งทุบทั้งตอกปังๆ ขนาดนี้ จะอยู่ในห้องก็ทำไม่ได้ ไม่อยากเปิดหน้าต่างด้วย เพราะว่าไม่อยากให้ช่างทั้งหลายมองเข้ามาเห็น คือนั่งร้านมันอยู่ด้านหน้าต่างห้องเราง่ะ ไหนจะเสียงดังอีก ก็เลยต้องอพยพไปรวมกันอยู่ในห้องรับแขกข้างล่าง

ก็ไม่ได้งานได้การหรอกฮ่ะ มันไม่มีสมาธิจะทำน่ะ อยู่กันครบหน้าเลย เจย์เดนไม่สบาย ไม่ได้ไปโรงเรียน ก็เล่นสนุกอยู่บ้าน พ่อแม่ก็คุยกันทะเลาะกันทุกสามนาที คือมันทำอะไรไม่ได้จริงๆ ฉวยโอกาสตอนเย็นที่เค้าออกไปกินข้าวเย็นบ้านแม่แบร์นด์สองสามชั่วโมงนั่นแหละ สมัครงานไปได้หน่อยนึง พอเค้ากลับมาก็นั่งอยู่ต่อซักพัก ก่อนจะขอตัวขึ้นห้อง หมดไปอีกวัน เฮ้อ..

อีกเรื่องที่ทำให้ไม่มีสมาธิจะทำอะไรก็คือเรื่องที่บ้าน สถานการณ์น้ำท่วมไม่ท่วมนี่ไม่ค่อยดีเลย นางโทรมาบอกว่ามันน่าเป็นห่วงมากนะ ให้บอกที่บ้านให้ย้ายออกจากบ้านก่อนน้ำมาจะดีกว่า เราก็คุยกับแม่สลับกับคุยกับนางอยู่ ยิ่งคุยยิ่งเครียด ยิ่งอ่านข่าวทั้งหลายในเฟสบุคก็ยิ่งเครียด แล้วแบบว่าทำอะไรไม่ได้นอกจากโทรศัพท์ไปคุยอ่ะ ถ้าอยู่ที่บ้านด้วยก็คงจะไม่พะวักพะวงเท่านี้มั้งเนี่ย


ศุกร์ที่ ๒๑ ตุลา
วันนี้มีนัดไปลงทะเบียนว่ามาอาศัยอยู่ในเมืองเบอร์ลิน ระหว่างทางก็คุยกับคนที่ไทยอีก ทั้งแม่ ทั้งนาง นางบอกแม่ยอมย้ายไปอยู่สุรินทร์ตามข้อเสนอของนางแล้ว เราก็บอกเอ๊ะหรอ ทำไมตะกี๊ตอนคุยกับแม่ไม่เห็นแม่พูดเลยอ่ะว่าจะย้าย? สรุปว่าแม่อ่ะยอมย้าย แต่พ่อไม่ยอมย้าย บรรยากาศมาคุมากถ้าคุยประเด็นนี้ เราก็เครียดดิ ห่วงนะเว้ย ถ้ารอน้ำมาจะออกจากบ้านกันยังไงไม่ทราบ? ไหนจะปู่ ไหนจะก้า คนอื่นยังพอดูแลตัวเองได้ แต่สองคนนี้นี่ท่าจะลำบากนะ ไม่แปลกใจเลยถ้าใครจะบอกเราดื้อ เรารู้แล้วหละว่าเราได้เชื้อดื้อมาจากไหน

คุยกับที่บ้านก็บอกแต่ว่าไม่เป็นไรๆ ไม่ต้องห่วง เค้าเตรียมตัวไว้ดี เตรียมพร้อมมากๆ ไม่ไปไหนทั้งนั้น ยืนกราน หาว่าเราบริโภคข่าวทางอินเทอร์เน็ตมากเกินไป มันไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น เอ้า.. ก็มันเห็นๆ อ่ะแม่ ว่าปริมาณน้ำที่รอไหลลงมามันมหาศาลขนาดนั้น มันใช่ข้อมูลแหกตาซะที่ไหนล่ะ กลายเป็นเค้าอ่ะหาว่าเราวิตกเกินเหตุ เป็นห่วงกันวนเป็นงูกินหาง เราห่วงที่บ้าน ที่บ้านก็มาห่วงเรา จะบ้าตาย

อ่ะ.. กลับมาเรื่องที่เบอร์ลิน ถ่อไปถึง Bürgeramt สาขา Biesdorf (ประมาณสำนักงานเขตอ่ะนะ) ปรากฏว่ายังลงทำเบียนไม่ได้ เนื่องจากไม่มีลายเซ็นของแบร์นด์ ผู้เป็นเจ้าของบ้าน เฮ่อ.. ก็ใครมันจะไปรู้ล่ะ ในแบบฟอร์มที่ให้กรอกมันไม่มีตรงไหนซักที่ที่บอกว่าให้เจ้าของบ้านเซ็นตรงนี้นะ เซ็งว่ะค่ะ แต่ไหนๆ ก็ออกจากบ้านมาแล้ว ก็เลยว่าจะลองเข้าเมืองไปเดินสำรวจตลาดดูหน่อย เผื่อมีที่ไหนเค้าแปะป้ายรับสมัครงานจะได้สมัคร ว่าแล้วก็ดิ่งไปย่าน Potsdamer Platz

ย่านนี้เป็นย่านธุรกิจ ช่วงพักเที่ยงพอดีที่ไปถึง เห็นคนทำงานมากหน้าหลายตาแล้วรู้สึกแปล๊บๆ จี๊ดๆ บอกไม่ถูก อยากอยู่ในสถานะนั้นแล้วอ่ะ เท่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันทำให้รู้สึกแย่กับตัวเองลงทุกทีๆ เดินสำรวจนั่นนี่แล้วก็เหี่ยวลงๆ มันไม่ง่ายเลยนะ กะอิแค่จะหางานพาร์ทไทม์ทำเนี่ย งานเสิร์ฟ งานขาย งานที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำ พอติดว่าภาษาไม่มั่นใจซะแล้วเนี่ย มันติดขัดไปหมดซะทุกอย่างจริงๆ เครียดอ่ะ เครียด

พยายามจะคลายอารมณ์ตัวเองด้วยการไปเดินเล่น ดูหนังสือ ก็มีภารกิจว่าต้องหาซื้อของเล่นให้เจย์เดน น้องจ๋าโทรมาฝากซื้อ จะไปซื้อที่ไหนล่ะเนี่ย หาไม่เจออ้ะ ระหว่างนั้นอินางก็โทรมาบ่น บอกว่าที่บ้านแกดื้อมาก มันลงทุนไปหาถึงบ้าน ไปพยายามเกลี้ยกล่อมพร้อมข้อมูลหลักฐานต่างๆ นานา ก็ไม่มีใครยอม มันท้อแท้ที่จะช่วยละ เป็นไงก็เป็นละกัน เราฟังแล้วก็จ๋อย มันเป็นความหวังเดียวที่จะช่วยที่บ้านแทนเราอ่ะ ก็ได้แต่บอกขอบคุณมัน บอกว่าเท่าไหนก็เท่านั้นก็แล้วกันแก ยังไม่ทันจะหายปวดหัว น้องจ๋าก็โทรมาเปลี่ยนคำสั่ง ว่าไม่เอาละของเล่น เอาเป็นว่าซื้อโดนัทกลับไปกินมื้อกาแฟละกัน แต่เราอ่ะกลัวว่าจะกลับไปไม่ทัน แล้วไม่มีแต่น้องจ๋ากับแบร์นด์ แต่ว่าแม่และแฟนแม่เค้าก็มากินด้วย ไม่อยากเสี่ยงให้ทุกคนรอเรา แต่เค้ายืนยันว่าโอเค ไม่มีปัญหา เอ้า.. เอาก็เอา

ก็ไปแวะซื้อและก็กลับบ้าน (แน่นอนว่าระหว่างทางก็ต้องคุยกับแม่อีก วันนึงๆ คุยกันไม่ต่ำกว่าสองรอบ) เหนื่อยกายเหนื่อยใจของจริง แถมกลับมาถึงพบว่าทุกคนกินกาแฟเสร็จไปแล้วเรียบร้อย เออ.. ให้มันได้อย่างนี้สิ แล้วจะให้เราซื้อมาเพื่ออะไร!?! วันนี้รู้สึกว่าแย่ไปหมดซะทุกเรื่องว่ะเฮ้ย ควรจะเอายังไงกับชีวิตต่อดีวะเนี่ย :(



     Share

<< บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคมบันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม >>

Posted on Mon 31 Oct 2011 2:32




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn