Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
ณ ที่พักสงฆ์ กม. ๒๗
Unpredictable
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''
Professional Nanny II
Professional Nanny I
เริ่มอาชีพพี่เลี้ยง
Job or Jail?
สองวันกับติณณ์
ยังอยู่ในระยะรีบเร่ง

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians

Sat13.08.2011

ตรงที่มานั่งพักกันอยู่นี้เค้าเรียกว่า เพลย์กราวด์ หรือ พลาซ ซาบาฟ (Plac Zabaw) เป็นอีกสถานที่คูลๆ ของวอร์ซอเช่นกัน ยูเลกบอกว่าเป็นใช้ที่จัดคอนเสิร์ตกลางแจ้งบ่อยๆ คืนนี้ก็มีงานนึง ซึ่งเขาใส่ไว้ในรายการนำเที่ยวเรียบร้อย เดี๋ยวดึกๆ เราจะย้อนกลับมาที่นี่กันอีกที สองหนุ่มของเราพอได้นั่งพักและได้เบียร์กันคนละขวดก็กลับมาสดชื่นอีกครั้ง รีชาร์จกันไวเหลือเกิน เราซะอีกที่ยังอยู่สึกไม่อยากไปต่อ ก็มันเมื่อยอ่ะ คืนขวดคืนเก้าอี้เรียบร้อยก็เดินอีกเหมือนเดิม คราวนี้มุ่งหน้าไป Sejm (อ่านว่า เซม) หรือสภาล่างของโปแลนด์ ก็แปลกใจเหมือนกันนะว่าเค้าเปิดให้เข้าไปเดินเล่นได้ง่ายๆ งี้เลยหรอ? แต่ก็คงงั้นแหละ เพราะใน Wall Paper* City Guide ซึ่งเป็นหนังสือนำเที่ยวแนวเมืองๆ ไฮโซๆ นิดนึง แล้วก็เน้นพวกสถาปัตยกรรม ยังพูดถึง Sejm ไว้เลย เห็นว่าข้างในตกแต่งสวย แต่ว่าวันนี้เราไม่ได้เข้าไปดูอะไรข้างในเลย แค่เดินดูรอบๆ เท่านั้น ตึกเค้าก็สวยดีจริงๆ แหละ ขนาดแค่ข้างนอกนะ ดูขรึมๆ ขลังๆ ดี เห็นรูปประธานาธิบดีคนปัจจุบัน แล้วก็นึกถึงเหตุการณ์เครื่องบินตกเมื่อปีที่แล้ว ที่ทำให้ประเทศโปแลนด์ต้องสูญเสียประธานาธิบดี และนักการเมืองอีกหลายคนไป คงเป็นเหตุช็อคระดับประเทศเรื่องนึงเลยเนาะตอนนั้น

จากนั้นก็เดินต่อ คราวนี้ดิ่งไปที่เขตเมืองเก่า ซึ่งก็อยู่สุดถนนคราคอฟสกี้นั่นหละ โปแลนด์ก็เหมือนประเทศในยุโรปประเทศอื่นๆ ที่แต่ละเมือง(ใหญ่ๆ)เค้าก็จะมีเขตเมืองใหม่/เมืองเก่า (New Town / Old Town) ตามภาษาโปลิชจะเรียกเขตเมืองเก่าว่า สตาเร มิอาสโต (Stare Miasto) แค่เข้าเขตเมืองเก่าก็ตะลึงตะลานกับผู้คน ไม่รู้มาจากไหนกัน เดินกันเต็มถนนไปหมดเลย จะว่าเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหมดก็ไม่น่าจะใช่อ่ะ เพราะดูๆ แล้วคนโปแลนด์เองก็เยอะ มันก็ทำให้บรรยากาศคึกคักดีนะแบบนี้ ที่ทางก็กว้างขวาง ถ้าคนไม่เยอะขนาดนี้ก็อาจจะดูโหวงเหวงเกินไปก็ได้ เอิ๊กๆๆ

เดินผ่านโบสถ์เซนต์แอน ก็เป็นโบสถ์สำคัญอีกโบสถ์นึงของวอร์ซอ แต่ว่าไม่ได้เข้าไปข้างใน เข้าไม่ได้ด้วย เพราะเค้ากำลังมีงานแต่งงานอยู่ ก็ได้แค่มองจากข้างนอกเข้าไปเท่านั้น เลยไปอีกหน่อยก็ถึง Royal Castle ตึกสีอิฐแดงๆ กับฟ้าครึ้มๆ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ จุดนี้เหมือนเป็นทางเข้าไปส่วนที่เป็นเมืองเก่าจริงๆ ลักษณะพื้นที่เป็นลานกว้างๆ สมกับชื่อ คาสเซิล สแควร์ นั่นแหละ เดินเลยเข้าไปก็จะเริ่มเห็นตึกหน้าตาเก่าๆ สีสวยๆ ถ้าไม่บอกก็จะไม่รู้เลยว่าทุกตึกเก่าๆ ที่เราเห็นนี้ ไม่ได้เก่าจริงเลยซักกะตึก เป็นการสร้างขึ้นเลียนแบบของเดิมทั้งนั้น เพราะของจริงมันราบเรียบไปตอนที่โดนระเบิดหมดแล้ว ภาพจากนิทรรศการที่ไปดูมาเมื่อเช้ายังติดตาอยู่ แล้วพอมาเห็นแบบนี้ก็ยิ่งทึ่งในความสามารถในการกอบกู้ของคนโปแลนด์เค้า ส่วนที่เป็นเมืองเก่าก็ยังเก่าแบบมีกลิ่นอายของเดิม ส่วนอื่นๆ ก็สร้างใหม่ให้ทันสมัยแล้วก็สวยงามได้ไม่น้อยหน้าใคร

พวกเราเดินแบบไม่ได้หยุดดูอะไรเป็นพิเศษระหว่างทาง เพราะจุดหมายคือ Old Town Market Place ไม่ได้จะไปจ่ายตลาด แต่ว่าวันนี้เค้ามีงาน Jazz in Old Town แล้วศิลปินที่มาแสดงคือนักทรัมเป็ตชื่อ แกรี่ กุธแมน ก็ไม่ได้รู้จักหรือกรี๊ดกร๊าดอะไรเค้าหรอกนะ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคอนเสิร์ตแบบนี้แล้ว ใครจะมาแสดงก็ไม่เกี่ยงอ่ะ พอไปถึงก็อึ้งไปอีกยก คือว่า ลานมาร์เก็ตเพลซนี้จะโดนล้อมสี่ด้านด้วยตึกอ่ะนะ แล้วตรงด้านนึงเค้าก็ตั้งเวทีใหญ่ มีคนกำลังเล่นดนตรีอยู่บนนั้น พื้นที่ที่เหลือก็ตั้งเป็นโต๊ะๆ ขายอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งทุกโต๊ะเต็มหมดแล้ว!! แง๊ว.. แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เราแวะเข้าไปร้านอาหารร้านนึงของตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเวที ลองถามดู เค้าก็บอกว่าไม่มีโต๊ะว่างแล้ว โต๊ะที่เห็นว่างนี้ก็มีคนจองไว้แล้ว ก็ไม่เป็นไร เราสั่งเครื่องดื่มกันคนละอย่าง จ่ายตังค์ แล้วก็ถือเครื่องดื่มกับผ้ามาคนละผืน ปักหลักนั่งมันบนทางเท้าหน้าร้านนั่นแหละ ก็เจ้าของร้านบอกว่านั่งได้อ่ะ ตามสบายเลย ถึงจะมองอะไรไม่เห็น เนื่องจากว่านั่งกับพื้น และคนก็เยอะ ก็ยังรู้สึกว่าชิลมาก ภาพไม่ต้อง ฟังเสียงอย่างเดียว ดูผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาแทนนักดนตรีบนเวที ได้นั่งกับพื้นบ้างก็สบายดี ได้เหยียดแข้งเหยียดขาหน่อยด้วย ตอนนี้มีเพื่อนของโทเมกกับยูเลกตามมาสมทบอีกสองคน เป็นสาวโปแลนด์หน้าตาน่ารัก อัธยาศัยดีอีกเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันหรอก เพราะว่านั่งเรียงหน้ากระดานกันแบบนี้ มันคุยกันลำบาก หัวแถวกับหางแถวอ่ะนะ จะมีได้คุยบ้างนิดๆ หน่อยๆ ก็แค่กับโทเมกที่นั่งข้างกัน เราชอบนะจะว่าไป เหมือนบางทีก็เหนื่อยกับการสื่อสารกับการที่ต้องคุย ต้องคิดประเด็น และที่สำคัญ คิดศัพท์ พอได้นั่งเงียบๆ ฟังเพลง และไม่ต้องคุยกับใครโดยไม่เป็นการเสียมารยาทด้วย เราก็เลยรู้สึกว่าโอเค

เพื่อนใหม่คนนึงขอตัวกลับก่อนตั้งแต่คอนเสิร์ตยังไม่เลิก ยังไม่ทันจะจำชื่อได้เลยง่ะ เหลือแค่กอเซียที่อยู่กับพวกเราจนคอนเสิร์ตเลิกและไปกินข้าวเย็นด้วยกัน ระหว่างทางเดินย้อนกลับไปหาที่กินข้าวแถวๆ ถนนคราคอฟสกี้ฝนถึงเพิ่งจะเริ่มตกพรำๆ ร้านที่เลือกเข้าไปกินก็บรรยากาศดี ได้โต๊ะริม ก็เพลินกับการมองคนเหมือนเดิม จนสามทุ่มแล้วก็ยังมีคนเดินกันคึกคักขวั่กไขว่ รู้สึกว่าชาววอร์ซอนี่เค้าจะแอ็คทีฟกันมากจริงๆ ชอบเข้าสังคม ชอบออกจากบ้านมาทำนู่นทำนี่ ไม่มีอิดออดขี้เกียจ โทเมกว่าเป็นแบบนี้เฉพาะเวลาที่ไม่ใช่ฤดูหนาวเท่านั้นแหละ อืม.. น่ามาพิสูจน์บรรยากาศอีกซักทีแฮะ (หาเรื่องละๆ ฮา) และก็เป็นวันนี้นี่เองที่เราจำใจต้องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ร้านนี้ (Browarmia Królewska) ไม่ใช่แค่ร้านอาหารอย่างเดียว แต่เป็น Brewery ด้วย เมื่อวานเราก็เลี่ยงไม่ดื่มสำเร็จไปแล้ว พอมาวันนี้ เจ้าบ้านตั้งใจพามากินร้านที่ขึ้นชื่อว่าเบียร์เยี่ยมยอด จะเลี่ยงไม่ดื่มอีกก็กระไร ซึ่งก็ไม่ผิดหวังอ่ะ เบียร์เค้าอร่อยจริง ชื่นจาย..

ถ้าเป็นทริปอื่นก็คงจบวันหลังจากกินมื้อเย็นอิ่ม แต่ไม่ใช่กับทริปนี้ ราตรีนี้ยังอ่อนเยาว์นัก ยูเลกวางแผนไว้แล้วว่าเดี๋ยวจะย้อนกลับไปที่พลาซ ซาบาฟอีกที คืนนี้มีงาน แต่อันดับแรกต้องแยกกันกลับไปเอาเสื้อหนาวก่อน กลางวันมันร้อนจริง แต่พอค่ำมามันก็หนาวอ่ะ แค่ตอนนี้เราก็เริ่มเย็นจนต้องเอาผ้าพันคอมาคลี่ห่มละ ถ้าต้องไปเย้วๆ กลางลานนั่นจนดึกดื่นคงแข็งตายก่อน ยูเลกกับกอเซียแยกไปอีกทาง โทเมกมากับเรา กลับไปเอาแจ๊คเก็ตเราที่โฮสเทลก่อน เลยได้เห็นว่าคืนนี้อดเป็นเจ้าของห้องคนเดียวละ อีกสองเตียงที่เหลือมีแขกมาพักแล้ว เสร็จธุระเราก็นั่งรถไปอพาร์ทเม็นท์พี่สาวโทเมก ซึ่งก็อยู่กลางเมืองนั่นแหละ ทำเลดีมาก ลงรถเมล์แล้วก็เดินต่ออีกหน่อย แต่ด้วยความเร็วสูงสุด เพราะโทเมกกลัวว่าจะพลาดรถเที่ยวสุดท้าย ถ้าเป็นงั้นก็ต้องเดินเท้าไปพลาซ ซาบาฟกันหละ ไม่เวิร์คแน่ๆ ตอนนี้เราเริ่มวิตกกับสภาพร่างกายตัวเองแล้ว โรคเก่ามันกำเริบละอ่ะ เดินมากมาทั้งวันขนาดนี้ อาการปวดหลังแบบเดิมๆ มันก็กลับมา แล้วมันก็เป็นมากขึ้นๆ ซะด้วย พอถึงอพาร์ทเม็นท์อย่างแรกที่ทำคือนั่ง โทเมกไปใส่คอนแท็กเลนส์กับหยิบเสื้อหนาวด้วยความรวดเร็ว เฮ่อ.. อยากจะให้ใช้เวลานานๆ กว่านี้หน่อย

ลงรถแถวๆ ยูเอฟโอ แล้วก็ข้ามถนนไปอีกฝั่งนึงตามเวลานัดพอดี สี่ทุ่มครึ่ง ยืนรอยูเลกกับกอเซียอยู่ จู่ๆ ก็มีคนมาสะกิดทักโทเมก ปรากฏว่าเป็นกลุ่มเพื่อนอีกกลุ่มนึงของเค้า ที่ก็จะมางานนี้เหมือนกัน แหม.. ป๊อบปูล่านะยะ ก็เลยเข้าไปข้างในกันก่อน แล้วค่อยให้สองคนนั้นตามไปทีหลัง งานนี้มันเรียกว่าอะไรเราก็จำชื่อไม่ได้แล้ว เริ่มไม่อยากแยแสโลกแล้วตอนนั้น ปวดหลังขั้นหนัก จริงๆ มันก็ไม่เชิงว่าเป็นคอนเสิร์ต แต่เป็นการเอาวิดีโอเพลงแนวฮิพฮอพมาเปิดบนจอใหญ่ๆ ไม่แน่ใจอ่ะนะว่ามีเรื่องมีราวอะไรมั้ย หรือว่าก็แค่เปิดเพลงไปเฉยๆ คือแทนที่จะต้องมีมีเวทีมีนักดนตรี ก็ใช้แค่จอใหญ่ๆ แทน คล้ายๆ หนังกลางแปลงอยู่เหมือนกัน แต่เปลี่ยนจากหนังเป็นเพลงอ่ะ สนามหญ้าตอนนั้นก็มืดๆ ละด้วยอ่ะนะ ถามเราเราคงไม่ปลื้มเท่าไหร่ มันมืดแล้วมันก็แฉะ เพราะก่อนหน้านี้ฝนตก แต่ดูเหมือนคนอื่นๆ อีก ๙๙% เค้าไม่คิดแบบนั้น เพราะวัยรุ่นทุกวัย ยันผู้ใหญ่ๆ หน่อย ก็มารวมตัวเฮฮากันอยู่ ณ ลานนี้ ถึงปั๊บก็แยกย้ายไปซื้อเครื่องดื่มตามระเบียบ แล้วก็กลับมารวมตัวกัน ใครจะเต้นก็เต้น จะเต้นตรงนี้หรือจะไปเต้นหน้าจอก็ได้ คนไม่เต้นก็มานั่งคุยกัน มาเจอกัน เค้าก็สนุกของเค้ากันจริงๆ ด้วยนะ

เราสละสิทธิ์ในการเต้นแน่นอน เพราะแค่ยืนเฉยๆ ยังไม่ไหวแล้วเลย จะนั่งก็ไม่รู้จะนั่งยังไง หญ้ามันเปียก กางเกงก็มีมาตัวเดียว คงต้องถนอมมันไว้ก่อน พอคาย่าสละแจ๊คเก็ตหนังของตัวเองปูพื้นเพื่อจะนั่ง แล้วถามเราว่านั่งด้วยกันมั้ย ก็เลยตกลงทันทีแบบไม่มีเล่นตัว ถึงจะเพิ่งเจอกันก็ขอเนียนสนิทสนมนั่งเบียดเค้าบนเสื้อเค้าซะอย่างนี้หละ จะถามตามมารยาทหรืออะไรก็ไม่สนละอ่า ไม่ได้นั่งอาจมีตาย แต่ก็โอเคนะ คุยกันได้หนุงหนิงอยู่ เรารู้สึกว่าคนโปแลนด์นี่เฟรนด์ลี่สุดๆ ทุกคนที่เจอมาเป็นแบบนี้หมด ไม่มีแบ่งว่าเพื่อนเธอเพื่อนฉันเลย พอเจอกันปั๊บเป็นเพื่อนกันหมด เว้นระยะพื้นที่ส่วนตัวไว้น้อยนิดมาก ถ้าเป็นคนไทย สมมติว่าเพิ่งเจอกัน เราก็ยังจะไม่ค่อยกล้าแสดงความเป็นตัวตนเต็มที่ใช่มะ การคุย การเข้าหาไรๆ ก็จะไม่เหมือนกับเพื่อนที่สนิทกันแล้ว แต่กฎนี้ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้กับคนโปแลนด์ฮ่ะ อย่างโทเมก ยูเลก แล้วก็กอเซียเนี่ย เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมาแต่เด็ก บ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ส่วนกลุ่มที่เพิ่งมาเจอที่งานนี้นี่เป็นเพื่อนที่ทำงานของยูเลก แต่ก็เห็นว่าสนิทสนมกับโทเมกกันดี ขนาดกอเซียเพิ่งเคยมาเจอกลุ่มนี้ ถ้าไม่รู้มาก่อนก็คิดว่าคงรู้จักกันมาก่อนแล้วเหมือนกัน สงสัยจะเป็นลักษณะประจำชาติ :D

อ้อ.. อีกประเด็นที่โดดเด่นและต้องบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรคือคนชาตินี้หน้าตา ดีทั้งผู้หญิงผู้ชายอ่ะ มีเชื้อสายทางไหนมาบ้างไม่รู้ล่ะนะ แต่ออกมาแล้วดีเหลือเชื่อ เรียกว่าสวยหล่อซะ ๙๐% มีที่เฉยๆ หรือไม่ดีบ้างแค่หน่อยเดียว สำหรับเราถือว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์เลยนะเนี่ย เพราะถ้าพูดถึงผู้ชายหน้าตาดีแล้วจะไม่คิดถึงประเทศโปแลนด์เลย แล้วก็คิดว่าหน้าตาแนวนี้ไม่ใช่สเป็คด้วย อย่างที่เคยเล่าไปแล้วนั่น แต่พอมาอยู่ในวอร์ซอแล้วเปลี่ยนความคิดแทบไม่ทัน ผู้หญิงก็สวย ลำพังแค่หน้าก็สวยแล้ว ยังแถมแต่งตัวเก่งอีกตะหาก มีสีมีสันในการแต่งตัวมาก แนวนั้นแนวนี้ ที่เตะตาเราที่สุดก็พวกที่แต่งแนวเนิร์ดๆ ใส่แว่นตากรอบหนาๆ ใส่กระโปรง หรือถือกระเป๋าทรงป้าๆ ส่วนใหญ่ก็จะแต่งเนื้อแต่งตัวกันหมด ขนตานี่ไม่เคยเห็นแบบที่ไม่ปัดไม่ดัด เล็บก็ต้องทา หน้าต้องแต่ง เล่นเอาเราเจ็บใจเลย งานนี้พลาดโครมใหญ่ก็ตรงนี้ ไม่ได้เตรียมมาแต่งตัวสวยเลยซักนิด เครื่องสำอางไม่ได้พกมาซักชิ้น จำไว้เลยนะจ๊ะสาวๆ ถ้าจะไปเที่ยววอร์ซอ ขอจัดสวยจัดเต็ม

กลุ่มเรารวมแล้วมีแปดคน เรา โทเมก ยูเลก กอเซีย แล้วก็มีที่เพิ่มมาคือคาย่า ยาน่า แล้วก็ผู้ชายอีกสองคน ได้ยินชื่อไม่ถนัด ยืนๆ กันอยู่ตรงนี้ซักพักใหญ่ ก็เริ่มมีเสียงเปรยๆ ว่าอยากย้ายไปที่อื่น แต่ก็ตกลงกันไม่ได้ซักทีว่าจะไปหรือไม่ไป จะไปเมื่อไหร่ จะไปที่ไหน ฯลฯ จู่ๆ ยาน่าก็โยนมาที่เราแล้วบอกว่า ให้เราเป็นคนตัดสินใจ อ้าว.. ไหงงั้นล่ะคะน้อง? ให้พี่ตัดสินใจเดี๋ยวพี่ก็บอกว่าแยกย้ายกลับบ้านซะนี่ ยิ่งปวดหลังขั้นรุนแรงอยู่นะเออ โทเมกบอกเค้าเห็นว่าคุณเป็นแขกไง ป๊าด.. ได้รับเกียรติซะงั้น แต่ไม่มีใครรู้นี่ว่าแขกผู้มีเกียรติคนนี้โคม่าอยู่ สรุปเราก็ต้องตัดสินใจให้ว่าโอเค ไปจ้ะ ย้ายที่ มูฟเดี๋ยวนี้ ออกเดินทาง โดยที่ในใจคิดแผนสำรองไว้แล้ว ว่าพอสบโอกาสจะขอแยกกลับไปนอนละ ไม่ไหว.. จะตายแระ

ถึงตอนนี้สิ่งที่ไม่ต้องการที่สุดก็เกิดขึ้น ... เหล่าสาวหนุ่มโปลิชพากันยกขบวนเดินเท้าเข้าเมือง โอย.. แต่ละก้าวมันช่างปวดอะไรขนาดนี้ว้อย แล้วก็ไกลซะด้วยนะ ระยะทางจากพลาซ ซาบาฟ กลับเข้าเมืองเนี่ย โฮๆๆ แต่ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสมากลมกลืนเหมือน เป็นชาววอร์ซอแบบนี้ เป็นหนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นที่เดินคุยหัวเราะเสียงดังอยู่ข้างถนนตอนเที่ยงคืน มุ่งหน้าไปหาที่เที่ยวอีกที่นึง อะไรแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ อ่ะถ้าให้เที่ยวเอง (จริงๆ วัยก็ไม่ผ่านละนะ คนวัยเราคงไม่ทำอะไรแบบนี้แล้ว โฮะๆ) พอเข้าเขตเมืองเราก็หาโอกาสไปกระซิบโทเมก นายจะว่าไรมั้ยอ่ะ ถ้าชั้นจะขอตัวกลับโฮสเทลก่อน แล้วก็ไม่ต้องไปส่งชั้นด้วย ชั้นรู้จักทางแล้ว เรื่องคือเราอยากให้เขาไปเที่ยวกับเพื่อนต่อ แต่กลัวเค้าจะปลีกตัวออกมาเพราะเห็นว่าเราอยากจะกลับ ปรากฏโทเมกบอก ได้ ไม่มีปัญหา เขาก็จะไม่ไปต่อเหมือนกัน เขาก็เหนื่อยจากการเดินวันนี้เหมือนกันนะ อ้าว.. โอเค งั้นก็ง่ายสิ สรุปว่าพวกเราสี่คนโบกมือบ๋ายบายแก๊งค์ซัมซุงแถวๆ ถนนนอฟฟิ ชวิอัทนั่นแล สามสหายเดินไปส่งเราที่โฮสเทลแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนเราก็กัดฟันเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ลงนอนทันที ไม่มีการล้างหน้าแปรงฟันอะไรทั้งนั้น ยืนต่ออีกแค่สามนาทีก็ไม่ได้ เลเวลความปวดมันทะลุปรอทแล้ว

สาธู๊.. ขอให้ตื่นมาแล้วหายด้วยเถิ้ด

Warsaw Trip 6 My Lovely Varsovians



     Share

<< Warsaw Trip (5) : March.. March AlongLast Night in My Room >>

Posted on Sun 25 Sep 2011 17:35




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn