Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
Mom's Bday
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''
Professional Nanny II
Professional Nanny I
เริ่มอาชีพพี่เลี้ยง
Job or Jail?
สองวันกับติณณ์
ยังอยู่ในระยะรีบเร่ง
ก่งก๊ง งงๆ และเง็งๆ
มีแก่ใจ (แต่ไม่ยักกะมีใจ)

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (4) : Square Route

Sat13.08.2011

สองหนุ่มพาเดินมุ่งหน้าไป Warsaw University Library ซึ่งอยู่ไปทางตะวันออก ย้อนกลับไปทางมหาวิทยาลัยวอร์ซอ (ที่ตะกี๊เราหลงเข้าไปเดินเล่นแล้วก็ถูกสกัดโดย รปภ. หนุ่มคนนั้น) แล้วก็เลือกเส้นทางที่ต้องเดินทะลุผ่านเขตมหาวิทยาลัย เราฟ้องโทเมกตั้งแต่ตอนที่เจอกันแล้ว ว่าชั้นโดนเค้าเดินมาเตือนว่าไม่ให้เข้านะ แล้วที่ฮาคือ เจอ รปภ. คนเดิมด้วย เราก็รีบกระซิบโทเมกแล้วก็ชี้ให้เขาดู ว่าเนี่ยๆ คนนี้แหละ คนที่ไล่ชั้นออกมา โทเมกถามว่า หรอ แล้วเค้าจำคุณได้มั้ย? แหม.. มันแน่นอน หน้าแบบนี้มันไม่ได้มีเกลื่อนกลาดหรอกนะ แล้วมันก็เพิ่งผ่านไปไม่ถึงสองชั่วโมง ตอนเดินผ่านเขาเราก็ยิ้มให้ อยากจะส่งเมสเสจผ่านยิ้มไปว่า แหะๆ เปล่าน๊า ชั้นไม่ได้มีเจตนาจะท้าทายเลย พอดีมีหน้าที่เดินตามอย่างเดียวน่ะ เขาก็ยิ้มตอบล่ะนะ แต่ในใจอาจจะคิดว่า แหม.. ยัยนี่ ไล่ไปแล้วยังกลับมาอีก แถมมาคราวนี้พาพวกมากด้วยอีกสองเลยนะ ฮ่าๆๆ

ลัดเลาะออกไปด้านหลังมหาวิทยาลัย ผ่านสวน แล้วก็มาเจอลานๆ นึง มองเผินๆ เหมือนลานหินธรรมดา พอเข้าไปดูใกล้ๆ ถึงรู้ว่า มันคือกระดานเกมเศรษฐี (Monopoly) แบบที่เป็นเกมกระดาน ผลัดกันทอยลูกเต๋าแล้วเดินน่ะ เคยเห็นแต่กระดานหมากรุกยักษ์ เพิ่งเคยเห็นเกมเศรษฐียักษ์ก็คราวนี้ ผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง แต่เหมือนเป็นงานศิลปะที่สะท้อน (หรือเสียดสีก็ไม่รู้นะ) ระบบเศรษฐกิจแบบไหนซักแบบนี่แหละ (ยูเลก ชั้นขอโต้ด ชั้นลืมแย๊วว่าเธอเล่าว่าไงมั่ง) แต่ละช่องก็จะมีเนื้อหาสั้นๆ กำกับ แต่อ่านไม่ออกไง เลยจำไรไม่ได้ แต่ก็รู้สึกว่าเออ.. เค้าเข้าใจคิดดีแฮะ หยุดดูแป๊บนึงแล้วก็เดินต่อ เราย้ำอีกทีว่ามองหาเอทีเอ็มเผื่อเราด้วย ยูเลกบอกว่าไม่ต้องห่วง ในเขตห้องสมุดต้องมีแน่ๆ ซึ่งก็ถูกอย่างเขาว่า มีเอทีเอ็มอยู่ตรงประตูทางเข้าเลย เราปรี่เข้าไปแล้วก็งงเป็นไก่ตาแตก มันสมควรจะมีให้เลือกภาษามิใช่หรือ?!? แต่ทำไมเราอ่านอะไรไม่ออกซักกะตัว เลยต้องหันไปขอความช่วยเหลือจากโทเมก ช่วยมาดูที ว่าเครื่องนี้มันต้องการให้ชั้นทำอะไร พอโทเมกมาดูถึงรู้ว่า อ้อ..เครื่องนี้มันเสียน่ะ แป่ว.. ยังคงจนอยู่อย่างเดิม

แต่ห้องสมุดนี้ก็เข้าชมฟรีอีกเหมือนกัน หรือจริงๆ เค้าเลือกพาไปดูแต่อะไรที่ไม่ต้องเสียค่าเข้าก็ไม่รู้นะ เอิ๊กๆๆ เอ้อ.. แล้วก็ไม่รู้ใช้คำว่า “เข้าชม” จะผิดความหมายหรือเปล่า เพราะที่ถูกต้องจริงๆ ควรจะใช้คำว่า “ขึ้นชม” มากกว่า คือวัตถุประสงค์ของการมาดูนี่ไม่ใช่บริเวณภายในห้องสมุด แต่เป็นข้างบนของห้องสมุดตะหาก คือแทนที่เค้าจะก่อสร้างแบบตึกทั่วๆ ไป ที่หลังคาก็เป็นหลังคาธรรมดา เค้ากลับออกแบบให้พื้นที่ด้านนอกของตัวตึกห้องสมุดเป็นสวน เป็นพื้นที่สีเขียวที่เปิดให้คนไปเดินเล่น ชมวิว หรือพักผ่อนหย่อนใจได้ จุดเด่นมันไม่ใช่แค่นี้ แต่สวนที่ว่าเป็นสวนที่สามารถเดินไต่ระดับขึ้นไปได้เรื่อยๆ ตามโครงสร้างของตัวอาคารน่ะ คือมันไม่ใช่ลานเรียบๆ เหมือนสวนทั่วไป แต่มันเดินขึ้นไปได้สูงสุดเท่าความสูงของตัวตึกเลย แล้วตัวตึกที่ว่า ก็มีลักษรณะเป็นเนินขึ้นไป สูงทีเดียว เพราะฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นจุดชมวิวได้ เจ๋งดีไม่น้อย แต่ว่าคนเยอะอ่า เลยไม่ได้ถ่ายรูปเล่นอย่างที่ต้องการ

จากมุมนี้สามารถมองไปทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำวิสวา (Wisła หรือ วิสทัลลา ในภาษาอังกฤษ และ ไวช์เซล ในภาษาเยอรมัน) ได้ วิสวาก็น่าจะมีความสำคัญระดับเดียวกับเจ้าพระยาของเรา นอกจากจะเป็นแม่น้ำสายที่ยาวที่สุดของโปแลนด์แล้วก็ยังเป็นตัวแบ่งวอร์ซอออก เป็นสองฝั่งอีกด้วย และเฉพาะฝั่งซ้ายของวิสวาเท่านั้นที่ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงเมื่อสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง อีกฝั่งนึงนั้นไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะเป็นที่ตั้งของทหารโซเวียต แลนด์มาร์คอีกอย่างของวอร์ซอที่อยู่ตรงจุดนี้ก็คือสะพานชเวียงต็อคชิสกี้ (Świętokrzyski) เป็นสะพานแขวนอันแรกของโปแลนด์ เพิ่งสร้างเสร็จไปเมื่อปี ๒๐๐๐ นี่เอง รูปร่างหน้าตาของสะพานนี้ก็เป็นสะพานแขวนรูปตัว A มีเคเบิลโยงจากยอดลงมา ส่วนที่เป็นยอดเค้าตั้งใจออกแบบให้ดูเหมือนคีย์เปียโน เพื่อระลึกถึงโชแปง แต่เราพยายามมองแล้วมันก็ยังไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ หรือจะต้องขึ้น ฮ. ไปมองลงมาก็ไม่รู้นะ ถึงกระนั้นเราก็ว่าสวยแล้ว ใกล้ๆ กันจะเห็นสเตเดี้ยม รูปทรงเดิ้นๆ อีกเช่นกัน เดี๋ยวช่วงบอลยูโร ๒๐๑๒ ก็คงจะได้เห็นกันบ่อยๆ แหละ ก่อนจะกลับลงไปพื้นข้างล่างก็วานให้นักท่องเที่ยวคนนึงถ่ายรูปเราสามคนให้ เป็นที่ระลึก ปรากฏว่ารูปที่ได้มาไม่เห็นทั้งแม่น้ำวิสวาและสะพานสวีโตคริสกี้ ติดเสาสเตเดี้ยมมานิดนึง โธ่ๆ แถมหงิดเล็กๆ กับเรื่องความสูงของตัวเอง พอขนาบด้วยโทเมกกับยูเลกแล้ว กลายเป็นหลุมไปเลยอ่า สองคนนั้นเค้าสูงไล่เลี่ยกัน มีอิชั้นนี่แหละ หายไปเกือบ ๒๐ เซ็นต์ได้มั้ง ไม่เคยรู้สึกว่าเตี้ยมากขนาดนี้มาก่อนเลย พับผ่า..

ลงมาแล้วก็เดินต่อไปทางริมแม่น้ำ จะเดินไปดูรูปปั้นนางเงือกของวอร์ซอ แต่เริ่มเหนื่อยและร้อน ยูเลกเลยพาแวะร้านริมแม่น้ำร้านนึงก่อน ลักษณะร้านเป็นเหมือนบาร์เล็กๆ ที่มีพื้นที่กลางแจ้งให้ลูกค้ามานั่งๆ นอนๆ โต๊ะเป็นโต๊ะไม้เตี้ยๆ มีเบาะให้ เก้าอี้ก็เป็นเก้าอี้ชายหาด แบบที่ปรับเอนได้ กะให้คนมานั่งเอกเขนกตากลมชมวิวริมน้ำประมาณนี้ แต่ขณะนั้นเป็นเวลาเกือบบ่ายโมง ฟ้าใสแจ๋วซึ่งแปลว่าร้อนอิ๊บอ๋าย มีลูกค้าคนอื่นที่มาก่อนเรา มานั่งชิลๆ อยู่บ้าง นึกสงสัยว่ามันจะชิลได้ยังไงวะ ร้อนซะเกือบสุกขนาดนี้ แต่ก็ต้องเลยตามเลย เพราะเพื่อนเรามันก็ตั้งท่าจะนั่งชิลๆ กะเค้าเหมือนกัน เอาก็เอา.. พักหน่อยก็ดี เริ่มหิวแล้วด้วยที่สำคัญ ตอนนี้ได้มาแค่โค้กเย็นเจี๊ยบหนึ่งขวดจิ๋วๆ ประทังความหิวไปพลางๆ ก่อน นั่งพักแค่ดื่มน้ำหมดขวดก็ไปต่อ เดินเลียบแม่น้ำย้อนลงไปทางใต้ ผ่านตึกที่เป็นพิพิธภัณฑ์อยู่ข้างขวา น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งใหม่ ไม่คิดจะเข้าเพราะหนึ่งคือมองเห็นตั้งแต่ตอนอยู่บนหลังคาห้องสมุดละ ว่าคนเข้าคิวรอจนล้นออกมาข้างนอกมากมาย สอง เกรงใจเจ้าถิ่น เค้าคงไม่สนุกนักถ้าจะต้องเข้าไปข้างในกับเรา หรือต่อให้รออยู่ข้างนอกก็ไม่เวิร์ค มาด้วยกันไปด้วยกันแบบนี้เพลินกว่าเยอะ แต่ก็ยอมรับว่าออกแบบอาคารได้สวยอีกแล้ว ใช้คำว่า อีกแล้ว เพราะรู้สึกว่าหลายๆ ตึกที่นี่มันมีรูปร่างหน้าตาที่น่าสนใจ ไม่ธรรมดาอ่ะ ถ้าคนที่ชอบทัวร์แนวสถาปัตยกรรม วอร์ซอน่าจะมีอะไรให้ดูให้ศึกษาเต็มไปหมด

เดินไปจนถึงจุดที่จะต้องเป็นที่ตั้งของนางเงือกถึงได้รู้ว่าเค้าปิดบริเวณนั้น เพราะกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง กลับไปเปิดเน็ตดูเอาเองละกัน อันนี้ไม่เสียใจเท่าไหร่ แต่แค้นใจว่าชั้นหิว อุตส่าห์กล้ำกลืนความหิวเพื่อจะมาดูนางเงือก เจอแค่ไซต์ก่อสร้าง มันยิ่งดับเบิ้ลความหิวไปอีกเท่าตัว ยูเลกให้ตัวเลือกมาว่าอยากกินอะไรเป็นอาหารกลางวัน ระหว่างอาหารพื้นเมืองโปแลนด์ กับไก่ทอดเคเอฟซี (เขาเสนอเคเอฟซีเพราะเรานี่แหละ ตื่นเต้นดีใจตั้งแต่ตอนที่เห็นป้ายละ รีบประกาศความตั้งใจออกไปทันที ว่ามาวอร์ซอครั้งนี้ชั้นต้องกินเคเอฟซีให้ได้!) เกณฑ์ในการพิจารณา ณ ตอนนั้นง่ายมาก อันไหนอยู่ใกล้จุดนี้มากที่สุด? เอาอันนั้นแหละ ... และจากคำตอบนี้เองที่ทำให้โทเมกและยูเลกเข้าใจถูกต้องว่าระดับความหิวของเรา นั้นอยู่ประมาณไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะได้กินทันทีอยู่ดี ก็ยังต้องเดินต่ออีกหน่อย เลียบแม่น้ำต่อไป แล้วค่อยมาเลี้ยวขวาวกขึ้นถนนทัมคา ซึ่งก็ได้เจอเอทีเอ็มซะที จากจุดนี้ไปจะรวยแล้ว ยู้ฮู้ว..

ประเดิมการช้อปที่พิพิธภันฑ์โชแปงซึ่งก็อยู่บนถนนสายนี้ แต่ก็ยึดกฎเดิมคือ ไม่เข้าไปชมข้างใน แต่ขอแวะร้านขายของที่ระลึกข้างหน้าก็พอ แล้วก็สอยโปสการ์ดมาสามใบ แล้วทีนี้ก็เดินต่อไป เป้าหมายคือเคเอฟซี จากทัมคาเดินมุ่งหน้าไปทางตะวันตก เจอถนนคราคอฟสกี้/โนวี ชวิอัท (สองสายนี้เหมือนจะเป็นเส้นเดียวกัน มาเปลี่ยนชื่อตรงจุดตัดจุดนึง ขึ้นเหนือไปเป็นคราคอฟสกี้ ลงใต้เป็นโนวี ชวิอัท) แล้วก็เลี้ยวขวาอีกที เดินไปเรื่อยๆ ก็กลับมายังจุดเริ่มต้นพอดี เพราะเคเอฟซีอยู่แถวๆ ที่พักเรา เท่ากับว่าในครึ่งวันนี้ เส้นทางการเดินเป็นประมาณรูปสี่เหลี่ยมในเขตโปวิชเล่อะเท่านั้น

ถึงเคเอฟซีก็หมดแรง ครั้งสุดท้ายที่ได้กินข้าวก็เมื่อคืนวานเลยนะเฟ้ย ทำเป็นเล่นไป นี่อยู่มาได้ยังไงจนถึงบ่ายสองกว่าเนี่ย! เข้าเคเอฟซีด้วยความมั่นใจ แล้วก็แหงนหน้ามองเมนูงงเต้กอีกรอบ เพราะอ่านไม่ออกซักกะบรรทัด ขนาดรู้ว่าจะกินไก่นะ ยังสั่งไม่ถูกเลย ฮ่า แต่กลัวที่ไหน มีโทเมกอยู่ด้วยทั้งคน อิอิ สรุปก็ได้ไก่ทอดเคเอฟซีมากินสมใจ ที่เยอรมันมันหากินได้ที่ไหนล่ะ ของพื้นๆ ก็กลายเป็นของหายากไปซะอย่างนั้น นั่งกินและนั่งพักขากันตรงนี้ ใช้เป็นที่เขียนโปสการ์ดด้วย ใบแรกนี้ตั้งใจจะส่งถึงตัวเอง ส่งกลับไปที่ไทย ขอร้องแกมบังคับให้สองคนนั่นเขียนอะไรลงไปหน่อย ไม่นึกว่าจะกลายเป็นงานยากไปซะได้ กรั่กๆๆ บ่นกันอุบ ว่านี่แทบจะเป็นการเขียนโปสการ์ดครั้งแรกในชีวิตกันเลยมั้ง โอ้โห.. ไม่อยากจะเชื่อ เกิดหลังกันแค่ไม่กี่ปีเองนะ :P ละทิ้งวิธีการติดต่อสื่อสารแบบสุดยอดจะคลาสสิกนี้ซะแล้วหรอ

รับโปสการ์ดกลับมาอ่านแล้วก็ถึงตาเราบ่นบ้าง เพราะทั้งคู่เล่นเขียนมาเป็นภาษาบ้านตัวเองงี้ เราจะรู้มั้ยเนี่ยว่าเขียนอะไร ให้แปลให้ฟังก็รวบรัดตัดความซะเหลือเกิน จะเขินอะไรขนาดนั้น ถึงอ่านอะไรไม่ออก มองปั๊บก็ยังรู้ว่าส่วนไหนเป็นส่วนที่โทเมกเขียน เพราะว่าจำลายมือขยุกขยุยของเขาได้ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับไปเห็นโปสการ์ดใบนี้อีกครั้ง ที่ยังบอกไม่ได้ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่าจะหมดหวังจากการหางานทำเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คงเก็บของกลับไทย แล้วก็คงได้ชื่นชมโปสการ์ดประวัติศาสตร์ใบนี้อีกที

Warsaw Trip 4 Square Route

(to be continued)


     Share

<< Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...Warsaw Trip (5) : March.. March Along >>

Posted on Sat 10 Sep 2011 19:39




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn