Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
พบหมอเทวดา เพื่อเทวดาในบ้าน :)
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''
Professional Nanny II
Professional Nanny I
เริ่มอาชีพพี่เลี้ยง
Job or Jail?
สองวันกับติณณ์
ยังอยู่ในระยะรีบเร่ง
ก่งก๊ง งงๆ และเง็งๆ
มีแก่ใจ (แต่ไม่ยักกะมีใจ)
Weekend in Hessen

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...

Sat13.08.2011

อุตส่าห์ได้เป็นเจ้าของห้องคนเดียวแล้วยังจะนอนไม่ หลับอีก ฮ่วย.. หลับๆ ตื่นๆ เพราะเสียงคนเดิน คนเปิดปิดประตู ไม่ได้ดังอะไรนักหนาหรอก แต่เราระแวงระไวไปเอง เข้านอนก็ตีสองแล้ว ประมาณตีสี่ดันรู้สึกตัวแล้วจู่ๆ ก็นึกได้ว่า เอ.. ยังไม่ได้ล็อคประตูห้องนี่หน่า มารขาวบอกว่าต้องลุกไปล็อคบัดเดี๋ยวนี้เลยเชียวนะ ทำไมประมาทแบบนี้ เกิดใครมันบ้าเปิดเข้ามาก็จบเห่เลยดิ ส่วนมารดำก็เพิ่มความง่วงให้ซะเต็มแม็ก บอกว่านอนต่อเห๊อะ กำลังสบายๆ อีกนิดเดียวก็หลับปุ๋ยแล้ว นี่ขนาดสติสัมปชัญญะเหลืออยู่แค่นิดๆ หน่อยๆ แล้วนะ มันยังอุตส่าห์จะทะเลาะกันได้อีก สุดท้ายมารขาวเป็นฝ่ายชนะฮ่ะ ลุกเดินโซเซไปล็อคประตูแล้วกลับมานอนต่อ

ผลคือตื่นแต่เช้า อ้าว..เฮ้ย ระบบไหนวะเนี่ย? นอนน้อยทำไมตื่นเช้า?!? ตื่นแล้วก็เลยลุกไปอาบน้ำ แสนสุขอีก เพราะไม่เจอใครมาใช้ห้องอาบน้ำในเวลานี้เลย แต่พออาบน้ำเสร็จมันก็เพิ่งจะแปดโมง อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลานัด นอนต่ออีกหน่อยละกัน สกิ๊ปข้าวเช้าละหละวันนี้ รู้สึกเพลียมากกว่าหิว (ซึ่งถ้าตอนนั้นหยั่งรู้อนาคตใกล้ๆ ได้ จะเลือกไปกินแทนนอน) นอนจนพอใจแล้วก็ยังมีเวลา เลยนั่งอ่านข้อมูล เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเมืองวอร์ซอ ศึกษาแผนที่คร่าวๆ เอาแค่พอรู้ว่าอะไรอยู่แถวๆ ไหน พอโทเมกเมสเสจมาบอกว่าจะมาถึงช้าหน่อย เพราะต้องไปเจอพี่สาวก่อน เราก็เลยตัดสินใจออกไปเดินเล่นรอ ก่อนออกจากโฮสเทลก็ไม่ลืมที่จะจดรหัสเปิดประตูลงสมุดโน้ตไว้ แขกของโฮสเทลนี้จะต้องกดรหัสเพื่อเปิดประตูเข้ามาเอง จะมากี่โมงกี่ยามก็ไม่ว่า อย่าลืมเลขสี่ตัวนี้ก็แล้วกัน

เราเดินเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัยวอร์ซอก่อน วันนี้วันเสาร์ แล้วก็คงเป็นช่วงปิดเทอม อากาศก็แจ่มดี สามเหตุผลนี้เลยทำให้ไม่เห็นมีนักเรียนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เห็นนักท่องเที่ยวแค่กลุ่มเดียวเท่านั้นเอง เดินเรื่อยๆ ไปซักพัก ก็มีหนุ่มคนนึง ดูว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่อะไรซักอย่าง รักษาความปลอดภัยมั้ย ไม่แน่ใจ ทีแรกก็พูดโปลิชใส่เรายาวเหยียด งงค่ะงง อะไรนะคะ? นั่นแหละตา รปภ.หนุ่มถึงได้เปลี่ยนภาษาเป็นภาษาอังกฤษให้ บอกว่าเข้ามาไม่ได้นะ เพราะเค้ามีถ่ายหนัง(หรือถ่ายโฆษณา) อยู่ อ๋อ.. เราก็ยังว่าว่าทำไมมีคนแต่งตัวแปลกๆ แต่งแบบช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีคนใส่เครื่องแบบทหารสมัยก่อน มีรถโบราณ และมีกล้อง แต่ก็ช่วยไม่ได้อ่ะ ตอนที่เราเดินเข้ามาก็ไม่เห็นจะมีใครห้าม ถ้าไม่ให้เข้าจริง ก็ห้ามตั้งแต่หน้าประตูสิค๊า นี่ไม่ได้คิดในใจด้วยนะ บอกกับคุณ รปภ. ไปแบบนี้เลย ฮ่า แต่ก็ลงท้ายว่าไม่เป็นไร เรากำลังจะไปพอดี

เดินเลยไปอีกหน่อย ยังอยู่บนถนนคราคอฟสกี้ (ชื่อเต็มเค้าคือ Krakowskie Przedmieście ถอดเสียงยากเย็น ไม่ถอดละกัน) แวะถ่ายรูปรูปปั้นพระคาร์ดินาลด์หน้าโบสถ์ Visitationist Church เรายืนดูอยู่ข้างนอกเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปข้างใน โบสถ์นี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรโคโค ไม่ค่อยคุ้นตาเท่าไหร่ จะชินกับโบสถ์แบบที่มียอดเป็นหัวหอม หรือไม่ก็ดูแข็งแกร่งแข็งแรงอลังการไปเลยมากกว่า พอมาเจอโรโคโคก็เลยรู้สึกว่าแปลกตาและน่ามองจัง มันก็อลังการนะ แต่ว่าด้วยพลังของเส้นโค้งก็เลยจะดูซอฟท์กว่า นุ่มนวลกว่า ประมาณนี้ อีกรูปปั้นนึงที่ไปถ่ายรูปมาก็คือ นักเขียนที่ชื่อโบเลสวาฟ พรุส ที่รู้นี่มาค้นประวัติทีหลังหรอกนะ สารภาพ แต่ถ่ายรูปมาเพราะประทับใจในความสูงใหญ่ของคุณพรุสเค้าน่ะ หัวเราอยู่แค่ราวๆ มือที่ไพล่หลังอยู่เท่านั้น แล้วเค้าปั้นออกมาได้สวยอ่ะ สัดส่วนและหน้าตา แถมอยู่ในทำเลดีอีกตะหาก ยืนสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ในสวน ท่ามกลางต้นไม้เขียวๆ ถ่ายรูปเสร็จโทเมกก็เมสเสจมาว่าจะถึงละ เลยต้องเดินย้อนลงใต้ กลับไปโฮสเทลอีกที ไปถึงก็เจอเขายืนยิ้มเผล่รออยู่หน้าโฮสเทลแล้ว ที่ฮาคือใส่เสื้อเขียวจริงๆ ด้วยวุ้ย เมื่อเช้าตอนแต่งตัวเรายังนึกเล่นๆ อยู่คนเดียวว่า เราใส่เสื้อสีเขียวนะวันนี้ หวังว่าโทเมกคงจะไม่เขียวมาอีกคน ไม่งั้นตอนถ่ายรูปด้วยกันคงเป็นพรีเซ็นเตอร์แคมเปญ Go Green ได้เลย กรั่กๆๆ

บนถนนคราคอฟสกี้นี้มีสถานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่เยอะเลย ที่นึงก็คือโบสถ์ Holy Cross Church น่าสนใจตรงที่ว่าเป็นที่ที่เก็บหัวใจของโชแปง ไม่ต้องตีความอะไรเลยนะจ๊ะ เพราะ(เค้าว่ากันว่า)พี่สาวโชแปงแบ่งส่วนหนึ่งของหัวใจน้องชายสุดที่รักมา ฝังไว้ที่เสาต้นหนึ่งในโบสถ์นี้ นึกให้ซึ้งก็ซึ้งนะ แต่คิดแบบเห็นภาพตามก็แอบฮาร์ดคอร์นิดนึงเหมือนกัน คือโชแปงนี่เค้าเป็นคนโปแลนด์แต่กำเนิด เกิดมาพร้อมกับความเป็นอัจฉริยะทางดนตรี ไม่ใช่แค่เล่นเปียโนได้แต่เล็กแต่น้อย แต่เจ็ดขวบก็แต่งเพลงเป็นละอ่ะ พอโตขึ้นมาก็ไปใช้ชีวิตและเสียชีวิตที่ฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นศพน่ะอยู่ที่ปารีสจริง แต่เสี้ยวหนึ่งของหัวใจ ถูกพากลับมาฝังไว้ที่บ้านเกิดฮ่ะ ล้ำลึกเนาะ นึกถึงแล้วขนลุกทุกที (อาจจะอินไปหน่อย ขออภัย) และนี่คือข้อความที่สลักไว้หน้าเสาต้นนั้น “Here rests the heart of Frederick Chopin”

โปแลนด์นี่ถือว่าเป็นประเทศที่ประชาชนเคร่งศาสนากันมากที่สุดประเทศหนึ่งของยุโรปเลยนะ เฉพาะในวอร์ซอนี่ก็มีโบสถ์เยอะแยะมากมาย สวยๆ ทั้งนั้นด้วย ที่เราได้เข้าไปดูข้างในจริงๆ ก็มีแค่โบสถ์ Holy Cross Church นี่แหละ ภายในโบสถ์ก็เป็นคนละสไตล์กับโบสถ์ในเยอรมันอีกละ ของโปแลนด์นี่เค้าจะอร่ามเรืองมากๆ โบสถ์นี้เป็นโบสถ์โรมันแคธอลิกเหมือน Visitationist Church (ประชาชนส่วนใหญ่เป็นแคธอลิกน่ะ) ห่างกันแค่เยื้องๆ ฟากถนน ต่างกันตรงที่ Holy Cross Church เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก เสียดายว่าเราไม่ค่อยมีความรู้เรื่องศิลปะสมัยต่างๆ มากนัก รู้แค่ผิวๆ เผินๆ แต่มาเจอสองโบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ กันแต่เป็นคนละสไตล์ มันก็เห็นความต่างได้ชัดอ่ะ สำหรับเรา บาโรกเค้าจะดูดุดันกว่า แข็งแรง เน้นความยิ่งใหญ่อลังการ ดูน่าเกรงขาม ประมาณนี้

บุคคลสำคัญของโปแลนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกไม่ได้มีแค่โชแปงเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับคริสตศาสนิกชนทุกคนก็คงรู้ว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจอห์นปอล ที่ ๒ ก็เป็นโปลิช โป๊ปพระองค์นี้เป็นที่รักของคนทั่วโลก และก็แน่นอนว่าเป็นที่รักของคนในประเทศมากด้วยเช่นกัน เป็นทั้งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นความภูมิใจของชาวโปแลนด์เค้าเลยหละ อย่างในโบสถ์ Holy Cross Church มุมนึงก็จะจัดเป็นที่ระลึกถึงพระองค์ท่าน มีหุ่นจำลองขนาดเท่าจริงด้วย เราไม่เคยมีโอกาสได้เจอพระองค์จริง (แน่ล่ะ.. จะมีโอกาสได้ไง?!?) ก็เลยตื่นเต้นนิดหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ได้เห็นพระองค์ท่านวันนี้ ในระยะใกล้ชิดมากด้วย :) จริงๆ อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ ว่าหีบทองหีบนั้นคืออะไร บรรจุอะไรหรอ โทเมกที่ทำหน้าที่ไกด์จำเป็นก็ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้ เรื่องหัวใจโชแปงก็ยังเป็นเราด้วยซ้ำที่เป็นคนบอก ฮ่าๆ สมควรแล้วที่ลากยูเลกมาเป็นคนพาเที่ยว

จากนั้นโทเมกก็พาเดินไปดูนิทรรศการภาพถ่ายที่ DSH (Dom Spotkań z Historią / History Meeting House) เป็นเหมือนแกลเลอรี่เล็กๆ ที่ธีมหลักในการแสดงคือประวัติศาสตร์ วันนี้มีสองนิทรรศการพอดี อันแรกเป็นผลงานภาพถ่ายจากยุค ๑๙๖๐ เป็นภาพข่าวที่ถ่ายโดย บ็อกดัน โวเปียนสกี้ ("The 1960s, as seen through Bogdan Łopieński’s photographs") ดูแล้วนับถือในความสามารถของช่างภาพคนนี้มาก แล้วมันไม่ใช่การถ่ายรูปในสตูดิโอ หรือภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไป แต่มันคือเหตุการณ์จริงอ่ะ คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ณ เวลานั้น ยิ่งคิดตามแบบนี้แล้วยิ่งนับถือ ถ้าเป็นคนถ่ายรูป ก็อยากจะถ่ายรูปที่มันบอกเรื่องราวและมีความน่าสนใจได้อย่างคุณคนนี้นี่หละ แต่ละรูปของเค้านี่สมควรได้รางวัลจริงๆ ส่วนแรกนี้แค่เล็กๆ เท่านั้น ส่วนที่สองนี่ใหญ่กว่า ชื่อของนิทรรศการคือ Let’s Build a New Home. The Reconstruction of Warsaw in the period 1945–1952 ตอนที่เดินดูอยู่นั่นไม่รู้ชื่อนิทรรศการด้วยซ้ำนะ (เค้าคงบอกไว้ตรงไหนซักแห่งหละ แต่เราไม่เห็นเอง) แต่จับธีมออกมาได้ตรงตามชื่อที่เค้าตั้งไว้เด๊ะเลย แต่ละรูปจะบอกถึงสภาพวอร์ซอหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทุกอย่างมันถูกทำลาย ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี ย่อยยับ พินาศ ราบเป็นหน้ากลอง ไม่มีชิ้นดี เหลือแต่ซาก ... ระหว่างที่ค่อยๆ เดินดูก็จะมีอาการหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก แล้วก็ตามด้วยถอนหายใจช้าๆ มันหมดแรงตามไปไม่รู้ตัวนะ ในหัวคิดแต่ว่า โห.. พังได้ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย!! ไม่เหลืออะไรเลยอ่ะ โหๆ แล้วมันไม่ใช่เพราะภัยธรรมชาติ แต่เป็นการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง แค่ตอนนั้นอยู่คนละฝ่ายกัน เฮ้อ..  คิดแล้วเปลี้ยมาก แล้วก็จะมีรูปที่ชาวโปแลนด์เค้าช่วยกันสร้างเมืองของเค้าขึ้นมาใหม่ รูปคนทำงานบ้าง รูปคนกำลังประชุม มีแบบแปลนเมืองกางอยู่บนโต๊ะที่อยู่ท่มกลางซากปรักหักพัง คิดย้อนมาถึงตัวเองว่า ถ้าเราเป็นคนในยุคนั้น เจอเหตุการณ์แบบนี้ เรายังจะมีกะจิตกะใจออกมาสร้างเมืองใหม่แบบเค้ามั้ยน๊อ? หรือเราจะนั่งระทดระทวยยอมแพ้ต่อสภาพตรงหน้า อืม.. ไม่รู้เหมือนกัน สุดท้ายความรู้สึกที่มาตอนจบก็คือ เก่งว่ะ! คนโปแลนด์นี่เก่งมาก โค่ดเก่งเลย ไม่ใช่แค่ความสามารถด้วยนะที่สุดยอด หัวใจด้วย สุดยอดจริงๆ สรุปว่าประทับใจมากอีกเหมือนกัน อ้อ.. ไม่เสียตังค์ค่าเข้าชมอีกตะหาก (ยังไม่มีตังค์ด้วย เรื่องของเรื่อง -*- )

ยูเลกตามมาสมทบตอนที่ดูรูปอยู่ในแกลเลอรี่ บอกว่าเป้าหมายต่อไปคือ Warsaw University Library ฮ่ะ ห้องสมุดมันจะเจ๋งยังไง ทำไมถึงถูกจัดเป็นสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวได้ จะไปรู้ไปเห็น ณ บัดนาว
 

Warsaw Trip 3 I saw no war in Warsaw but

หมายเหตุ - รูปบางส่วนจากนิทรรศการ ดูได้จากสองลิงค์นี้จ้ะ มัวแต่ดู ไม่ได้ถ่ายรูปมาเลยซักใบ
http://www.dsh.waw.pl/en/3_105 (ภาพข่าวของบ็อกดัน โวเปียนสกี้)
http://www.dsh.waw.pl/en/3_103 (Let’s Build a New Home)

(to be continued)


     Share

<< Warsaw Trip (2) : First Night OutWarsaw Trip (4) : Square Route >>

Posted on Thu 8 Sep 2011 4:23




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn