Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
ช้านเป็นอาร๊ายยยย
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''
Professional Nanny II
Professional Nanny I
เริ่มอาชีพพี่เลี้ยง
Job or Jail?
สองวันกับติณณ์
ยังอยู่ในระยะรีบเร่ง
ก่งก๊ง งงๆ และเง็งๆ
มีแก่ใจ (แต่ไม่ยักกะมีใจ)
Weekend in Hessen
ในใจ

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (2) : First Night Out

Fri 12.08.2011

โทเมกพาออกมาจากสถานีรถไฟ ทางไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้นึกย้อนยังไงก็นึกไม่ออก สงสัยว่าตอนนั้นใจมันไปโฟกัสอยู่ที่อื่นหมด เอิ๊กๆ ที่แน่ๆ เขาทำให้เราเลิกพึ่งตัวเองไปทันที เริ่มจากที่เขาคว้ากระเป๋าไปลาก ส่วนเราก็ไม่ยื้อ เพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงๆ เขาก็ไม่ยอมให้เราลากเองแน่ เพราะฉะนั้นก็ไม่เสียเวลากับบทสนทนาพวกนั้นจะดีกว่า มีเรื่องจะคุยจะถามอีกร้อยแปดพันเรื่อง จากนั้นก็เลิกสังเกตสังกาทุกสิ่งอย่างรอบๆ ตัว ทางไหนทางออก ถนนไหนที่จะต้องไป ทิศไหนเป็นทิศไหน อย่างเดียวที่ทำคือเดินตามเขา แล้วก็ถามนั่นถามนี่ ฟังว่าเขาตอบว่ายังไง แล้วก็ถามเรื่องใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้ตลอดทางไปโฮสเทล ทีแรกคิดว่าจะมีติดๆ ขัดๆ หรืออย่างน้อยก็อาจจะไม่ไหลลื่นนัก เพราะไม่ได้เจอตัวเป็นๆ กันแบบนี้มาตั้งสองปี แต่ปรากฏว่าต่อกันติดเหมือนยังเจอกันทุกวัน มันก็น่าดีใจที่ยังหัวเราะกันได้ ขำกันและกันได้เหมือนเดิม

พอหลุดออกมาจากสถานีรถไฟ มองเห็นเมืองวอร์ซอเต็มๆ ตา พูดได้แค่ว่า ในที่สุดชั้นก็ทำจนได้ ชั้นอยู่ในวอร์ซอแล้วจริงๆ พูดเหมือนคนไม่เคยได้ไปเที่ยวเนาะ? ฮ่าๆๆ จริงๆ แล้วคือทริปนี้เป็นทริปแรกตั้งแต่มาเรียน ที่เราเป็นคนคิดอยากจะไปด้วยตัวเอง ทุกทีก็จะมีมิตรสหายที่รักใคร่เป็นคนมาชักชวนไปเสมอ พอคิดอยากจะไปก็กำหนดจุดหมายปลายทางเองอีกด้วยว่าจะต้องเป็นประเทศในยุโรป ตะวันออก สโคปให้แคบลงมาหน่อย ก็น่าจะเป็นประเทศที่เรามีความรู้สึกดีๆ ให้กับคนในประเทศสิ จะบังเอิญหรืออะไรก็ไม่รู้ได้ แต่ถ้าไม่นับเยอรมัน เพื่อนที่สนิทๆ กันของเราก็มาจากประเทศนี้นี่แหละมากที่สุด ที่สำคัญทุกคนเป็นคนน่ารัก เป็นเพื่อนที่ดีของเราทุกคน ไม่ใช่แค่โทเมก ยังมีมิฮาว, กอเซีย, อาร์ทัวร์ แล้วก็มาเชค อีก แบบนี้จะไม่ให้เลือกวอร์ซอได้ยังไงกัน ถึงจะไม่มีใคร(อยาก)ไปด้วย ถึงจะต้องเดินทางคนเดียว และลุยเดี่ยวเที่ยวเอง ก็อยากลอง

ระหว่างทางไปโฮสเทล โทเมกถามว่าคืนนี้อยากทำอะไร? เราก็บอกว่า ก็ไปกินข้าวกันไง ซักมื้อนึง เขาก็บอก โอเค.. งั้นเดี๋ยวเข้าที่พัก เก็บของ แล้วออกมาหาอะไรกินกัน พรุ่งนี้ค่อยเที่ยวดูอะไรต่อมิอะไร เดี๋ยวจะมีเพื่อนเขาอีกคนนึงมาช่วยเป็นไกด์ให้ เพราะตัวเขาเองไม่ค่อยจะรู้จักอะไรที่เป็นจุดท่องเที่ยวในเมืองซักเท่าไหร่

อ๊ะ.. เดี๋ยว!! มี พรุ่งนี้ ด้วยหรอ? แปลว่าเธอจะมาเจอชั้น แล้วก็จะไปเที่ยวกับชั้นงั้นหรอ?? โทเมกมองหน้ายิ้มๆ แบบที่เขาชอบทำ แล้วบอกว่า “ใช่ซี่ ผมไม่ปล่อยคุณโดดเดี่ยวหรอกน่า”

กรี๊ดๆๆ ทำไมไม่บอกตั้งแต่แรกเล่า นี่เราเตรียมใจมาลุยเองจริงๆ นะ ก่อนจะเดินทาง คุยกับเขาทางอีเมล ก็ไม่เห็นจะพูดนี่นาว่าจะมาพาเที่ยว เรารีเควสไปแค่ว่าขอเจอและกินข้าวซักมื้อก็พอ เพราะเข้าใจอ่ะ ว่าเขาอาจจะไม่ว่าง อาจจะมีธุระอื่น หรือเรื่องธีสิสของเขาเองก็เหมือนกัน ใกล้จะถึงเด๊ดไลน์ที่ต้องส่งแล้ว เขาอาจจะต้องทำงาน เราไม่เคืองเลยถ้าเขาจะมาเจอเราแค่สั้นๆ ไอ้เรื่องมารับที่สถานีรถไฟก็เหมือนกัน ทีแรกเราก็เตรียมศึกษาเส้นทาง ปริ๊นท์แผนที่ อะไรต่อมิอะไรไว้อย่างดี เพราะคิดว่าต้องหาทางไปโฮสเทลเอง มันวันศุกร์น่ะนะ เขาทำงานกว่าจะเลิกก็อาจจะเหนื่อย เลยไม่ได้ขอให้มารับ เพิ่งจะมาใกล้ๆ วันเดินทางนี่แหละที่เขาบอกว่า “เจอกันที่สถานีรถไฟ”

ตอนออกมาจากสถานีรถไฟใหม่ๆ โทเมกถามขึ้นมาว่า “รู้ไหม ว่าโฮสเทลไปทางไหน” อ้าว..ทำไมถามงี้อ้ะ? “ถ้าผมไม่มารับคุณจะไปยังไง?” แหม.. ลองภูมินะยะ ชั้นก็เตรียมของชั้นมาพร้อมหรอกอยู่หรอกน่ะ ก็นี่ไง ไปรอรถเมล์ที่ป้ายใกล้ๆ โรงแรมโนโวเทล แล้วก็ลงป้ายที่เป็นมหาวิทยาลัยวอร์ซอ แล้วก็เดินต่ออีกหน่อย ถนนชื่อเซเวรีนอฟ “คุณมีแผนที่มาใช่มั้ย? โอเค.. เตรียมตัวดีมาก” แล้วก็จบบทสนทนาไป เดินอยู่ซักพัก เขาก็พูดขึ้นมาว่า “เอาล่ะ.. ตอนนี้ผมไม่รู้ละ ว่าไอ้โฮสเทลนี่มันอยู่ที่ไหน ไหนเอาแผนที่มาดูซิ” อ้าว.. โธ่.. เจ้าถิ่นของชั้น ไหงเป็นงี้อ่ะ -“-  แสดงว่าตะกี๊นั่นไมได้ลองภูมิอ่ะเส่ะ แต่ถามหาทางรอดตะหาก กรั่กๆๆ แต่ก็ไม่เสียฟอร์มอะไรมากมาย เพราะจุดที่กางแผนที่กันก็ไม่ได้ไกลจากโฮสเทลละ เดินอีกนิดก็ถึง Hostel Helvetia

โฮสเทลนี่อยู่กลางๆ เมืองก็จริง แต่ก็อยู่ในทำเลที่ไม่พลุกพล่านเลย ไปถึงก็บอกสตาฟที่เคาท์เตอร์ว่าจองไว้แล้ว ชื่อนี้ๆ มีสับสนกันนิดหน่อย ตรงที่เราเข้าใจว่าเค้าตัดเงินเราไปแล้วตั้งแต่ตอนที่เราบุคห้องออนไลน์ แต่จริงๆ คือยังไม่ได้ตัดเงิน และเราต้องจ่ายเงินค่าห้องตอนเช็คอิน ตอนเค้าอธิบายนี่งงอังกฤษสำเนียงโปลิช ต้องพึ่งโทเมกให้คุยให้ พอถึงเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรก็อึ้งอีกดอก ก็ไม่มีเงินสกุลซวอทตี้เลยอ่ะ น้องจ๋าให้ติดกระเป๋ามาขำๆ แค่สิบซวอทตี้เอง ค่าห้องสามคืน ๒๐๒ ซวอทตี้ ไม่แพงหรอก แต่ไม่มี ฮ่า.. โชคดีที่เค้ารับเครดิตการ์ด ก็เลยรูดปื๊ดไป จ่ายค่ามัดจำกุญแจไว้สิบยูโร แล้วก็ได้ห้องเรียบร้อย

เราต้องการพักห้องที่เป็นหญิงล้วน ที่ มาได้ที่พักที่นี่ก็เพราะเงื่อนไขนี้นี่แหละ ถึงจะดูก๋ากั่นเที่ยวเองคนเดียว ก็ไม่ถึงขั้นนอนห้องรวมนะจ๊ะ จะต้องไปรวมกับใครก็ไม่รู้ ไม่เอาอ่ะ.. ยังไงก็ต้องห้องหญิงล้วนเท่านั้น ซึ่งก็มาได้ที่โฮสเทลนี้ ตามที่ต้องการทุกอย่าง หญิงล้วน ห้องสามเตียง รวมอาหารเช้า ภายในห้องก็ดูดีทีเดียว เราเป็นแขกคนแรก ก็เลยเลือกได้ว่าจะนอนเตียงไหน เราเลือกเตียงที่ไกลจากประตูที่สุด และขอบฝั่งขวาของเตียงอยู่ติดหน้าต่าง เก็บข้าวเก็บของ แล้วก็เปิดกระเป๋า เอาของฝากโทเมกออกมา อย่างแรกนี่ไม่ได้ตั้งใจจะให้ แต่เมื่อกลางวันกินแมคโดนัลด์ แล้วมันแถมแก้ว เราไม่อยากแบกมันข้ามประเทศไปมา ก็เลยยกให้โทเมกซะ ส่วนอันที่ตั้งใจซื้อให้เป็นเส้นพาสต้า พิเศษตรงที่ทำเป็นสามสี ดำ เหลือง แดง ตามสีธงชาติเยอรมัน ของฝากจากเยอรมันมันก็ต้องให้นึกถึงเยอรมันสิใช่ไหม เอิ๊กๆๆ และคิดว่าสำหรับคนที่ทำอาหารไม่เป็นแบบโทเมกเนี่ย เส้นพาสต้าน่าจะเหมาะที่สุด ;)

เสร็จแล้วก็เตรียมตัวออกไปข้างนอกต่อ ทันที โทเมกบอกว่าให้ติดเสื้อแจ๊คเก็ตไปด้วยซักตัว อ่า.. ไม่ได้เตรียมแจ๊คเก็ตตัวบางๆ สำหรับเอ๊าท์ดอร์มาเลยสิ มีแต่พูลโอเวอร์แบบที่กะจะเอามาใส่ในห้องง่ะ แต่ก็คงไม่เป็นไรมั้ง มันก็ดูไม่น่าจะหนาวเท่าไหร่ ตัวนี้ก็คงพอได้ แค่อาจจะดูเชยนิดหน่อยเท่านั้น กร๊าก.. อากาศวอร์ซอเย็นๆ กำลังสบาย เดินออกมาจากโฮสเทลแค่นิดเดียวก็เจอร้านอาหารร้านนึง ชื่อ Club Harenda แล้วก็ตัดสินใจเอาร้านนี้เลย ไม่เลือกมากละจังหวะนี้ ร้านนี้เป็นสไตล์กึ่งเบียร์การ์เด้นกึ่งร้านอาหาร ทีแรกเข้าไปข้างในร้านก่อน ฟังโทเมกคุยกับพนักงานร้าน ถามนั่นถามนี่แล้วก็ขอเมนูภาษาอังกฤษมาให้เรา ชอบจริงๆ เชียว ... ชอบฟังเขาพูดภาษาเขานะ ไม่ใช่ชอบอ่านเมนู สำหรับเราภาษาโปลิชมันน่าฟัง เอิ๊กๆๆ

สุดท้ายพวกเราเลือกนั่งข้างนอก สั่งไส้กรอกสูตรโปลิชมากิน แล้วก็โปลิชซุปอีกถ้วย ปรากฏว่า ไส้กรอกมาอย่างใหญ่โต อลังการมาก แถมรสชาติประหลาดไปจากไส้กรอกเยอรมันอย่างสิ้นเชิง แล้วไม่ใช่อะไรนะ มันดันไปเหมือนไส้กรอกปิ้งข้างถนนบ้านเราแทนน่ะ สีออกแดงๆ (แดงอะไรไม่ยู๊ว) เนื้อก็แปลกๆ ถ้าใครเคยซื้อไส้กรอกปิ้งไม้ละห้าบาทกินน่าจะเก็ท มาพร้อมเครื่องเคียงเป็นแตงกวาดองเค็ม เราเกือบจะเข้าใจว่าชาวโปแลนด์เค้ากินกันแบบนี้ ถ้าโทเมกไม่บอกมาซะก่อนว่ามันไม่ใช่ของที่จะกินด้วยกันซักหน่อย ให้มาทำไมหว่า..  อ้าว.. อ้อหรอ แต่ซุปโอเคนะ หน้าตาอาจจะไม่ดี แต่กินได้ ซดหมดเรียบ มากล้ำกลืนกับอิไส้กรอกย่างนี่มากกว่า ทีแรกกะว่าจะปล่อยทิ้งแล้ว แต่ก็เสียดาย ช่วยกันกิน กินไปกินมา นึกถึงหน้าเด็กเอธิโอเปียไม่มีอะไรจะกินเข้าไว้ สุดท้ายก็หมดได้ด้วยความร่วมมือไทยแลนด์-โปแลนด์

ระหว่างกินก็คุยกันไปเรื่อยๆ ชีวิตตอนนี้ทำอะไรยังไง จะทำอะไรต่อ จิปาถะ แล้วเขาก็บอกว่าเดี๋ยวไปเจอเพื่อนเขากัน คนที่จะพาเที่ยวพรุ่งนี้ อ่ะ.. ไปก็ไป ไปไหนก็ไม่รู้หรอกนะ ซักที่น่ะแหละ ถือโอกาสเดินชมเมืองตอนกลางคืนไปในตัว วอร์ซอนี่กลางคืนก็สวยแฮะ สวยเพราะเค้าลงทุนประดับไฟตามสถานที่ต่างๆ เห็นแล้วน่าถ่ายรูปมากๆ เสียดายว่ากล้องเรามันสมรรถภาพไม่ถึง ถ่ายรูปตอนกลางคืนแบบนี้ ต้องมีขาตั้งกล้องสถานเดียว เดินดูอะไรเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึง Resort ละ เอ่อ.. มันเป็นชื่อคลับเล็กๆ คลับนึงอ่ะนะ ไม่ใช่รีสอร์ทจริงๆ พอเข้าไปข้างในก็เจอว่าคนเยอะเลยอ่ะ ตายล่ะวา วันนี้เป็นวันเกิดของผู้หญิงคนนึง ไม่แน่ใจว่าเป็นแฟนของเพื่อนโทเมกรึเปล่า แต่ก็คงจะใช่ เพราะโทเมกแนะนำแค่อันยา (เจ้าของวันเกิด) กับเพื่อนซี๊ของเขา ยูเลก แค่สองคน แล้วค่อยมากระซิบทีหลังว่า คนอื่นๆ นั่นเขาก็ไม่รู้จักเหมือนกัน.. อ้าว..

ยูเลก ว่าที่ไกด์ของเรา เป็นผู้ชายตัวสูง เซอร์ไพรส์มากอันนี้ เพราะสูงกว่าโทเมกอีก โทเมกก็สูงละนะ ยังอุตส่าห์มีเพื่อนสนิทที่สูงกว่าตัวเองได้อีก เฟรนด์ลี่ และดูมีเสน่ห์ ถึงจะผิวขาว ผมทอง จมูกโด่ง และตาสีฟ้า เหมือนชาวยุโรปโซนนี้ทั่วไป แต่หน้าตาจะออกไปคนละสไตล์กับโทเมก ยูเลกไม่มีลุคเนิร์ดๆ ชัดเจนว่าเป็นพวกสนุกสนานเฮฮา ฮิพฮอพแรพโย่ด้วยมั้ยยังไม่ฟันธง แต่เราว่าเรารู้สึกเหมือนถูกหวยเลยแฮะ ยินดีอย่างมากที่ได้รู้จัก ดีใจจริงๆ วุ้ยที่ได้ไกด์แบบนี้

ตอนที่อยู่ในคลับก็นั่งมองและฟังคนอื่นคุยกัน ฟังไม่ออกหรอก ฮ่า.. มีแค่โทเมกกับยูเลกสองคนเท่านั้นหละที่ได้คุยด้วยจริงๆ กับคนอื่นก็แค่ทำตัวกลมกลืนไปอย่างนั้น เข้าสังคมซะบ้างน่าไอ้หวาน! สังเกตว่าร้านนี้จัดเป็นสไตล์ Leisure ยูเลกว่า เป็นเหมือนสตาร์ตติ้งพ้อยท์ของการคลับบิ้ง ใครๆ ก็จะมาอุ่นเครื่องที่นี่ก่อน แล้วค่อยไปต่อ อ่ะหรอ โอเค๊.. ก็น่าจะใช่ เพราะแขกทั้งหลายก็เหมือนมานั่งคุยกันมากกว่า ไม่ได้มีใครกำลังเต้นเอาเป็นเอาตาย บางคนเอาหนังสือมานั่งอ่านด้วยซ้ำไป พูดถึงหนังสือ ไอเดียของร้านนี้คือผนังฝั่งนึงของเค้าจะทำเป็นชั้นหนังสือเลย มีหนังสือเยอะแยะเต็มไปหมด โทเมกว่า เราหยิบอ่านได้ตามสบาย หรือจะถือหนังสือเก่าที่เราไม่อ่านแล้วมาแลกก็ยังได้ น่าเสียดายที่เราไม่รู้ก่อน ไม่งั้นจะติดหนังสือภาษาไทยมาซักเล่ม ทิ้งร่องรอยไว้เผื่อวันหน้ามีนักท่องเที่ยวคนไทยมาร้านนี้บ้าง หรืออย่างน้อยๆ ก็อาจจะสร้างความฉงนให้คนที่บังเอิญหยิบหนังสือที่เต็มไปด้วยอักขระหน้าตา แปลกๆ เล่มนึงขึ้นมาพลิกดู

คืนนี้เรายังสามารถเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ได้อยู่ แต่ก็ท่ามกลางความประหลาดใจของคนที่รู้ว่าเราไม่ได้กินเหล้ามาจะสามเดือน แล้ว อิตายูเลกถามแบบงงสุดขีดว่า ทำไมถึงทำตัวเองแบบนั้น? กร๊าก.. กะอิแค่ไม่กินเหล้านี่มันแปลกมากขนาดนี้เลยเหร๊อ?? จากคลับนี้ เราก็ถือขวดเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ของเราออกมาจากร้านได้อย่างสบาย โทเมกก็ไม่ดื่ม (เพราะเดี๋ยวต้องขับรถ) ก็ถือออกมากันคนละขวด เขาบอกว่าถ้ามันไม่ใช่แอลกอฮอล์ก็ถือเดินตามถนนได้ ไม่มีปัญหา เออ.. แปลกดี ธรรมเนียมปฏิบัติของที่นี่เค้าเป็นแบบนี้หรอเนี่ย? ที่เยอรมันนี่เห็นถือขวดเบียร์เดินกันให้ควั่ก

จุดหมายต่อไปคือสถานที่ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Valley of Muminki (Dolina Muminków) เจ้าถิ่นบอกว่า ที่นี่เพิ่งเปิดใหม่ เมื่อไม่นานมานี้นี่เอง ตัวสถานที่เอง กลางวันก็เป็นสวนสาธารณะ มีต้นไม้ มีสระน้ำ แต่พอตกกลางคืนก็จะกลายเป็นโอเพ่นแอร์คลับ คือเปิดเพลงคึกคัก มีเครื่องดื่มขาย มีบาร์ มีคนเต้นเป็นกลุ่มๆ แต่ไม่มีฟลอร์ เป็นที่โล่งๆ ใครมาไวก็จับจองเก้าอี้ชายหาดได้ ใครไม่อยากเต้นรำ จะนั่งชิลๆ ก็ได้ พื้นที่บางส่วน (ส่วนที่ใกล้น้ำ) เค้าก็ทำเป็นทรายๆ ให้อารมณ์ชายหาด อะไรทำนองนี้ ท่าทางว่าจะคูลมาก เพราะคนเยอะเชียว ค่อนข้างจะแน่นไปหมดทั้งบริเวณ แก๊งค์เพื่อนโทเมกมาถึงแล้วก็กระจายตัวหายไป เหลือเรากับโทเมกยืนหง่าวสังเกตการณ์อยู่สองคน ก็ไม่เบื่ออะไรนะ ดูคนนี่งานถนัดของเรา เพลินเชียวหละ เอิ๊กๆๆ ซักพักยูเลกก็ตามหาเราเจอ แล้วก็พาไปเจอกลุ่มเพื่อนที่ทำงาน ยืนเข้ากลุ่มกับเค้าแป๊บนึง แล้วก็มองหน้ากันประมาณว่า กลับดีมั้ย? เราถามให้แน่ใจว่าถ้าโทเมกอยากอยู่สนุกกับเพื่อน เราก็อยู่ได้ แต่เขาว่าไม่อ่ะ คืนนี้ไม่รู้สึกอยากแด๊นซ์ แล้วเดี๋ยวต้องขับรถกลับบ้านอีกด้วย ก็เลยโอเค งั้นเราสองคนขอตัวกลับบ้านก่อน

เราเปรยๆ ถามโทเมกเรื่องที่ยังกังวลอยู่สองเรื่อง อันแรกเรื่องเอทีเอ็ม นี่ออกมาคืนนี้ก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะมีตังค์ติดตัวอยู่แค่สิบซวอทตี้ เกรงใจโทเมก ต้องจ่ายสารพัดค่าให้เรา ดินเนอร์ตะกี๊ยังพอรับได้ เขาเลี้ยง แต่ถ้าอยู่ต่อ เดี๋ยวเขาก็ต้องเป็นคนซื้อเครื่องดื่มให้เราอีก เลยเป็นเหตุผลนึงที่ไม่อยากอยู่ต่อนานๆ ยังดีนะ.. คลับที่วอร์ซอไม่ต้องเสียค่าเข้าเหมือนที่อิลเมเนา ก็ย้ำโทเมกไปว่าพรุ่งนี้นี่ต้องพาเราไปกดตังค์ก่อนนะ เรามีแต่ยูโรติดมานิดหน่อยแค่นั้นเอง เขาก็บอกโอเค ไม่มีปัญหา เรื่องที่สอง เราบอกว่าเราลืมไปเลยว่าตอนอยู่ที่สถานีรถไฟเราตั้งใจจะสำรวจหน่อยว่าเค้ามี ที่รับฝากกระเป๋าอยู่ตรงไหน เพราะวันจันทร์ซึ่งยังไงซะก็ต้องอยู่คนเดียวแน่ๆ โทเมกไปทำงาน เรากะว่าพอเช็คเอ้าท์แล้วจะตรงไปฝากกระเป๋าเลย แล้วก็จะมีเวลาได้เดินเล่นแถวๆ นั้นอีกสองสามชั่วโมง อ้อ.. เรื่องตั๋วรถอีก ไม่ทันดูเลย ว่าพวกตั๋ววัน ตั๋วสามวันนี่มันเท่าไหร่บ้าง ซื้อตรงไหน เราอาจจะต้องใช้ขึ้นรถเมล์จากโฮสเทลไปสถานีรถไฟ พอถึงตรงนี้ปรากฏว่าโดนเบรคหัวทิ่ม เขาทำหน้าตำหนิแล้วบอกว่า “อะไรกัน คุณเพิ่งจะมาถึง ก็นึกถึงวันกลับซะแล้วหรอ” อ่ะจ้าๆๆ สรุปชั้นไม่ต้องคิดอะไรเลยใช่มั้ยนี่.. ดีเหมือนกัน งั้นดูแลชั้นให้ดีๆ ละกันนะ

แยกจากเพื่อนๆ แล้วโทเมกก็พาเดินไปที่รถ อ้อ.. สโกดาคันนี้นี่เอง ที่เมื่อสมัยเรียนเยอรมันด้วยกันเขาพูดถึง วันนี้ได้เจอของจริงแล้ว :) เขาว่าปกติเขาก็ขับรถไปทำงานทุกวัน เพราะบ้านกับที่ทำงานอยู่ไกลกันนิดนึง เว้นว่าวันไหนมาเที่ยวแล้วดึกหรือกินเหล้า ก็จะไปนอนกับพี่สาว ซึ่งมีอพาร์ทเม็นท์อยู่ในเมือง แค่ไม่ถึงห้านาทีก็ถึงโฮสเทล โทเมกตามขึ้นมาส่งถึงห้อง และร่วมเฮกับเราที่คืนนี้ไม่มีแขกคนอื่นมาแชร์ห้อง เราได้ครองห้องคนเดียว เย้ๆ นัดกันว่าพรุ่งนี้ประมาณ ๑๑ โมง เขาจะมารับ แล้วก็ค่อยไปเจอยูเลกและไปเที่ยวกัน อืม.. โอเค ฟังดูดีมากๆ เลย บ๋ายบาย ฝันดี กู๊ดไนท์จ้า  :)
 

Warsaw Trip 2 First Night Out

(to be continued)


     Share

<< Warsaw Trip (1) : To meet TomekWarsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ... >>

Posted on Tue 6 Sep 2011 20:40




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn