Calendar
 
   
 
Diary Update
 
 
จะได้หรอว๊า?
รายงานตัว
Farewell
Mani's Wohnung
ขวัญลดา..พร้อม! สาม..สี่
Warsaw Trip (8) : An Afternoon in Powazkowski Cemetery and Banja Luka
Warsaw Trip (7) : Old World, New World
บันทึก ๒๒ ถึง ๒๘ ตุลาคม
บันทึก ๑๕ ถึง ๒๑ ตุลาคม
บันทึก ๘ ถึง ๑๔ ตุลาคม
บันทึก ๑ ถึง ๗ ตุลาคม
Byebye Ilmenau - Hi! Berlin
คืนห้อง
Last Night in My Room
Warsaw Trip (6) : My Lovely Varsovians
Warsaw Trip (5) : March.. March Along
Warsaw Trip (4) : Square Route
Warsaw Trip (3) : I saw no war in Warsaw, but ...
Warsaw Trip (2) : First Night Out
Warsaw Trip (1) : To meet Tomek
@Potsdam
คืนสุดท้ายในเบอร์ลิน
ย่ำต๊อกๆ ในเบอร์ลิน
Beginning of ...
Nanny in Berlin
งาน(ราษฎร์), งาน(หลวง), (หา)งาน
วันเกิดน้องดา
งานเสร็จแล้ว ป่วยได้ - -''
Professional Nanny II
Professional Nanny I
เริ่มอาชีพพี่เลี้ยง
Job or Jail?
สองวันกับติณณ์
ยังอยู่ในระยะรีบเร่ง
ก่งก๊ง งงๆ และเง็งๆ
มีแก่ใจ (แต่ไม่ยักกะมีใจ)
Weekend in Hessen
ในใจ
บวชเนกขัมมะ วันสุดท้าย

 
 
Favourites Diary
 
  nunakuzaa
wittenham
cubic world
pingping
durian
chronus
oni
highway
nongjasper
coliocat
oattoto
milk
noon
anni
bas
foxy baby
returntoretro
 
 



 

Warsaw Trip (1) : To meet Tomek

Fri 12.08.2011


พยายามจะไม่ตื่นเต้นอะไรให้มันมากมายนะ กะอิแค่ “วันนี้ชั้นจะไปเที่ยวต่างประเทศ” ฮ่าๆๆ ฟังดูหรูหราดีเนาะ นานๆ ได้มีอารมณ์นี้กะเค้าซักที

เอาแบบจริงๆ เลยก็คือเราจะไปโปแลนด์ ซึ่งชายแดนมันก็ติดกันกับเยอรมันนี่หละ แต่จะว่าไปมันก็ไกลอยู่ จากเบอร์ลิน กว่าจะไปถึงวอร์ซอน่ะ ถ้าลากเส้นตัดขวางประเทศโปแลนด์ ระยะทางมันก็เกินครึ่งหนึ่งแล้วนะ ยิ่งถ้านับว่าเราออกสตาร์ทจากอิลเมเนายิ่งไกลเข้าไปใหญ่ วิธีการเดินทางก็พึ่งรถไฟเพียวๆ มีรถไฟด่วนวิ่งจากเบอร์ลินเข้าโปแลนด์ (Europa Spezial) วันละห้าเที่ยว เราเลือกเที่ยวบ่ายสองโมงกว่าๆ ซื้อตั๋วไป-กลับราคา ๕๘.๕๐ ยูโร (ตกเที่ยวละ ๒๙.๒๕ ยูโร) จองที่นั่งเรียบร้อย บังคับจองน่ะนะ เดาว่าเป็นเพราะระยะไกลแล้วก็เป็นรถไฟข้ามประเทศมั้ง แต่ก็ไม่ได้ชาร์จเพิ่มอะไร ที่เริ่ดที่สุดคือเราได้ส่วนลด (eCoupon) มาจากคริส ๑๐ ยูโร สรุปว่าจ่ายค่ารถไฟไปแค่ ๔๘.๕๐ ยูโรเท่านั้น

เช้านี้ตื่นมาก็กินข้าวเช้าตามปกติ ระงับความตื่นเต้นด้วยการเล่นเกมกับหลาน เอิ๊กๆๆ มันก็ไม่เชิงว่าตื่นเต้นหรอกนะ อ่ะโอเค.. ก็ตื่นเต้นนิดๆ เหมือนกัน แต่ที่มากกว่าคือความรู้สึกดีๆ ที่จดจ่ออยู่กับเวลาที่เดินไปเรื่อยๆ รู้ว่าวันนี้ ณ เวลานึง เราจะเจอโทเมกอีกครั้ง :) เกือบครบสองปีเต็มเลยนะ จากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน เดือนสิงหานี่แหละ ปี ๒๐๐๙ แต่เป็นปลายๆ เดือน ไอ้ความรู้สึกตอนที่คิดว่า “เย่ๆ.. เดี๋ยวจะได้เจอโทเมกแล้ว” นี่แหละ ที่มันมีมากกว่าความตื่นเต้นที่จะได้ไปเที่ยว ไปถึงวอร์ซอแล้วจะเป็นยังไง จะไปเที่ยวไหน ไปยังไง ก็เตรียมมาแค่คร่าวๆ เท่านั้น กะว่าไปด้นสดกันที่นั่นเลย มิชชั่นแรกนี้เอาแค่เจอหน้าโทเมกก่อน แค่นี้ถือว่าทริปนี้ประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งนึง

ก่อนที่จะมีใครเข้าใจผิด ว่าเอ๊.. นี่มันไปหาแฟน หรือไปเจอคนรักอะไรหรือเปล่า? ออกตัวไว้ตั้งแต่ตรงนี้ว่าไม่ใช่เลยนะฮ๊า เรากับโทเมกมิได้เป็นอะไรกัน ในไดอารี่ก็เคยพูดถึงโทเมกไว้หลายต่อหลายที อาจจะมีใครจำได้ (จะดีใจนะถ้าจำได้) ใช้พื้นที่ตรงนี้เท้าความซักหน่อย ว่าโทเมกเคยมาเรียนที่อิลเมเนาอยู่เทอมนึง แล้วโชคชะตาก็พามาให้เจอกับเรา แล้วก็เป็นเพื่อนกัน สนิทกัน เราเองก็ยอมรับว่าถูกชะตาคนคนนี้ตั้งแต่วันแรกที่เจอ เป็นเพื่อนนอกคลาสคนแรกที่เรารู้จัก และเป็นวันแรกของการเข้าเรียนของเรา จำได้ว่าต๊อแต๊และมึนงงกับการเรียนมาก ไหนจะสำลักภาษาอังกฤษ ไหนจะไม่รู้เรื่องในตัววิชา จิตตกกลับบ้าน กะจะหมกตัวอยู่ในห้องนอน น้องหนุ่ยก็มากึ่งชวนกึ่งลากไปโยนโบวลิ่งที่ We4You จัด เป็นกิจกรรมสำหรับนักเรียนต่างชาติอ่ะ และก็เป็นวันนั้นเองที่เราเจอโทเมก ทักเพราะดันนั่งข้างกัน นึกเตะตาอยู่ว่าอิตานี่ใส่เสื้อสีแดงเชียว ฮ่าๆ จนเขาบอกชื่อมายังต้องให้เขาทวน ฮ๊า.. ชื่อไรนะ? “โทเมก” ง่า.. ทำไมชื่อประหลาดแท้!?! คำๆ นี้เพิ่งจะเคยได้ยิน อ่ะๆ โทเมกก็โทเมก

แต่แบบว่า เอ่อ.. ป้าถูกชะตาจริงๆ นะ หน้าตา การพูดการจา แล้วก็ยิ้มแบบนั้น ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สเป็คเราเลย ฝรั่งมากซะขนาดนี้ ผมสีอ่อน ไม่เข้มแถมไม่หยิกอีก จมูกโด่งมาก หุ่นก็ออกแนวสูงเกือบเก้งก้าง ใส่แว่นซึ่งทำให้ดูเนิร์ดจัด แล้วยังใส่เสื้อสีสันฉูดฉาดอีกตะหาก แต่ทำไมถึงได้รู้สึกว่าน่ารักได้ก็ไม่รุ แต่ก็นั่นแหละ.. วันนั้นก็ผ่านไปแบบไม่มีอะไร โยนโบวลิ่งเลนเดียวกัน แต่ก็ไม่ค่อยได้คุยอะไร อย่าว่าแต่คิดจะสานต่อความสัมพันธ์เลย รู้แค่ว่ามากจากโปแลนด์ และพูดภาษาเยอรมันไม่ได้เหมือนกันกับเรา เรียนอะไรก็ไม่ได้ถามด้วยซ้ำ สรุปเอาเองว่าคงไม่ได้เจอกันอีกหรอก

โชคดีที่ครั้งนี้เราสรุปผิด :)

เพราะเราเจอกันอีกครั้งในคลาสเยอรมัน จากที่คิดว่าจะไปขอคุณครูทดสอบพื้นความรู้เพื่อขยับขึ้นไปเรียนคอร์สที่ สูงกว่าคอร์สนี้ ก็ล้มเลิกความคิดไปแบบง่ายๆ อ๊ะ.. ถ้าไม่เรียนคลาสนี้ก็ไม่ได้เจอโทเมกสิ แล้วมันก็เลยกลายเป็นคลาสที่เราอยากไปเรียนที่สุด มีความสุขระหว่างเรียนที่สุดไปโดยปริยาย ปกติแล้วเราจะนั่งข้างกัน ที่นั่งไม่ได้ตายตัวหรอกว่าใครต้องนั่งที่ไหน แต่ก็เหมือนว่าก็นั่งที่เดิมๆ ที่เคยนั่ง แล้วส่วนใหญ่เราก็จะนั่งด้วยกัน พร้อมด้วยเพื่อนโปแลนด์อีกคนสองคน เวลาเรียนก็สนุกสนานดี หัดพูดภาษาเยอรมัน ถามนั่นถามนี่ ได้ช่วยกันทำแบบฝึกหัด เลยสนิทกันมากขึ้นแล้วก็เริ่มไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง

อืม.. สรุปว่าเราก็ชอบเขานั่นแหละ ชอบเวลาที่เขายิ้ม มันน่ามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เขามองเรา ไม่สิ.. พูดให้ถูกต้องคือเวลาที่เรามองกัน ... ยังไงไม่รู้หละ ทั้งหมดทั้งปวงมันเลยทำให้โทเมกเป็นคนพิเศษของเราไปโดยปริยาย เรียกว่าฝรั่งอื่นหมื่นแสนในมหาลัย ก็ไม่ทำให้เรารู้สึกแบบที่รู้สึกกับโทเมกได้ซักคน แต่เรากับโทเมกก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าเพื่อนกัน ณ ตอนนั้นโทเมกมีแฟนแล้ว รักแฟนมากด้วย พกรูปแฟนไว้ในกระเป๋าสตางค์ ตอนนั้นเฮิร์ทมั้ย? ก็ไม่เท่าไหร่นะ เพราะหนึ่งคือรู้ไว (ว่าเขาไม่โสด) และตัวเขาเองก็วางตัวดี ไม่เคยทำอะไรให้เราต้องสับสนหรือคิดเข้าข้างตัวเอง อย่างที่สองคือเราเองก็ไม่เด็กแล้ว แก่นั่นแหละ พูดง่ายๆ ไม่หาเรื่องวุ่นวายใส่ตัว เรื่องแย่งนี่ไม่เคยคิด ครั้นจะให้ไปแอบรักแบบจริงจังก็ไม่เอาอ่ะ ก็เลยคงความเป็นเพื่อนกันมาตลอด อาจจะเป็นเพื่อนที่พิเศษกว่าเพื่อนทั่วๆ ไปหน่อย (สำนวนเหมือนที่ดาราชอบใช้แฮะ?) แต่ก็ไม่มีอะไรเกินเลย

พอแยกย้ายกันก็ยังคุยกันเป็นระยะๆ ไม่ได้ว่าคุยทุกวันหรอกนะ นานๆ คุยกันที แต่ก็ยังรู้สึกดีๆ ทุกครั้งที่คุยกัน เราถามว่าเมื่อไหร่จะมาอิลเมเนา เขาก็บอกว่ายังไม่รู้ ยังไม่มีโอกาส พอได้งานทำแล้วยิ่งไม่มีโอกาสใหญ่เลย วันนึง.. ไม่รู้นึกยังไง ก็เลยพูดเล่นๆ ไปว่า ถ้านายไม่มา(เยอรมัน)ชั้นจะไป(โปแลนด์)เอง ปรากฏว่าเขาชอบไอเดียนี้และสนับสนุนให้มา แต่ตอนนั้นมันก็เหมือนเป็นเรื่องเล่นๆ มากกว่า เพราะยังไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ คงต้องหลังจากที่เรียนจบแล้ว ซึ่งตอนที่พูดนั่นยังไม่ได้เริ่มทำธีสิสเลย ชีวิตจะหักเหไปยังไงบ้างก็ยังไม่รู้ แต่อย่างน้อยๆ มันก็เป็นจุดเริ่มต้นของทริปนี้ ใช้เวลาก่อตัวเกือบสองปีเลยเชียว โฮะๆๆๆ

รอนาน แต่บทจะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา ก็ทำปุ๊บปั๊บเสร็จสรรพได้ในไม่นาน อะไรแบบนี้นี่ เป็นตัวฉันมากๆ ฮ่าๆๆ คือ เราคิดว่า ถ้าเรายังรู้สึกอยากเจอเขาอีกครั้งจริงๆ แบบนี้ ก็สมควรที่จะทำอะไรซักอย่าง ประกอบกับมันมาถึงจุดที่รู้ว่า ในอนาคตอันใกล้ มันจะต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงอีกแน่ เช่นเราอาจจะต้องกลับไทย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมายุโรปอีกเมื่อไหร่ ชีวิตนั้นสั้นนัก ถ้ามันอยู่ในวิสัยที่พอจะทำได้ ก็ไม่ควรที่จะผัดผ่อนอะไรทั้งนั้น คิดได้ดังนี้แล้ว ทริปวอร์ซอก็เลยเป็นรูปเป็นร่าง คิดซะว่าให้รางวัลตัวเองที่เรียนจบ ลุยเดี่ยวเที่ยววอร์ซอซักครั้ง มีไฮไลท์คือได้เจอเพื่อนคนพิเศษอีกครั้ง ไปโปแลนด์คงไม่แพงอะไรมาก (1 PLN = 0.25 EUR = 10 THB) อยู่และกินเขียมๆ หน่อยน่าจะไม่ทำให้เดือดร้อนนัก จะกังวลนิดเดียวก็เรื่องภาษา แต่ก็นะ.. น่าสนุกออก ;)

เราขึ้น S-bahn ไปสถานี Berlin Ostbahnhof ไม่ต้องไปไกลถึง Haupbahnhof ซึ่งเป็นสถานีหลัก เพราะบ้านน้องจ๋ากับแบร์นด์ที่เรามาขอพักอยู่ที่เบอร์ลินนี่อยู่ออกมาทางโซน ตะวันออกอยู่แล้ว มาดักขึ้นรถไฟที่มาจาก Haupbahnhof  ที่สถานี Ostbahnhof ได้สบายๆ ทีแรกเราคิดว่าจะเป็นรถไฟของเยอรมัน แต่ดูท่าทางแล้วเหมือนไม่ใช่เลย แต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะสะดวกสบายดี เบาะใหญ่นั่งสบาย ห้องน้ำไม่ค่อยสะอาดซักเล็กน้อย ที่นั่งเราอยู่ในส่วนที่เป็นห้อง ที่ของเราจริงๆ โดนหนุ่มน้อยคนนึงยึดไป แต่ก็ไม่เป็นไร เลือกนั่งตรงข้ามกันนั่นแหละ ถ้าเกิดมีใครมาแสดงตัวว่าเป็นเจ้าของที่ที่เรานั่งอยู่ จะได้โยงไปหาหนุ่มน้อยนั่นได้ง่ายๆ

รถไฟออกจากสถานีตอน ๑๔.๕๑ น. แค่ไม่นานเลยเราก็รู้สึกถึงบรรยากาศโปลิชๆ รอบๆ ตัว ทั้งการประกาศบนรถไฟ รวมถึงผู้โดยสารทุกคน ดูเหมือนทุกคนจะพูดภาษาโปลิชกันหมด ไม่มีอะไรที่เป็นเยอรมันอีกแล้ว อ้อ.. ยกเว้นนิตยสารที่ผู้หญิงคนนึงอ่านระหว่างเดินทาง อืม.. ทุกคน (ยกเว้นเรา) เป็นคนโปแลนด์ที่พูดภาษาเยอรมันได้น่ะเอง ในห้องที่เรานั่งมีหกที่นั่ง เรานั่งริมด้านที่ติดทางเดิน และเป็นการนั่งหันหลังเข้าสู่โปแลนด์ คู่สามีภรรยาวัยกลางคนนั่งตรงข้ามกันด้านติดหน้าต่าง ถัดมาเป็นหญิงสาววัยไล่เลี่ยกับเรา แต่ตัวใหญ่กว่าเยอะ ข้างซ้ายของเราเป็นผู้ชายซึ่งเราไม่ได้มองหน้าด้วยซ้ำไป รู้แค่ว่าเขาดูหนังจากแลปท็อปของเขาเกือบตลอดเวลา และแน่นอนว่าตรงข้ามเราเป็นหนุ่มน้อยคนที่แย่งที่นั่งเราไป เป็นเด็กหนุ่มหน้าตาจริงจัง หน้าตาแนวโปแลนด์มากๆ ฝรั่งๆ ตาลึก จมูกโด่ง ผมสีอ่อน ผิวขาว เฮ้อ.. นี่มันไม่ใช่แนวเราเลยจริงๆ นะเนี่ย และดูแววว่าจะเป็นแบบนี้กันทั้งประเทศ แล้วอย่างนี้จะมีอะไรให้เร้าใจล่ะเนี่ย?!?

เส้นทางรถไฟแทบจะเป็นเส้นตรง มุ่งหน้าจากตะวันตกไปตะวันออก จาก Berlin Ostbahnhof ผ่านสถานีในเขตเยอรมันอีกแค่สถานีเดียว คือ Frankfurt (Oder) แล้วก็เข้าเขตประเทศโปแลนด์ ซึ่งพอมองออกไปมันรู้สึกเหมือนกันนะ ว่าไม่ใช่อาณาเขตของประเทศเยอรมนีอีกแล้ว ชัดเจนที่สุดก็คงเป็นป้ายชื่อสถานี ที่ไม่ใช่พื้นหลังสีฟ้า ตัวอักษรสีขาว อีกต่อไป การลงทุนกับป้ายคงเป็นคนละราคากันแน่ๆ เพราะว่าดูไม่สวยเท่าของเยอรมัน สถานีรถไฟ แม้แต่สถานีใหญ่ๆ ก็ยังมีสภาพที่ต่างไปจากสถานีของเยอรมันลิบลับ ภูมิประเทศที่เห็นก็บอกได้พอสมควร ส่วนที่เป็นธรรมชาติก็ยังไม่เท่าไหร่ แต่พอผ่านส่วนที่เป็นเมืองนี่ก็ดูรู้นะ มันบอกกลายๆ ว่าความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศโปแลนด์นั้นยังต่างไปจากประเทศเยอรมัน

รถไฟสายนี้ พอเข้าเขตโปแลนด์แล้ว จอดแค่หกสถานีเท่านั้นก่อนจะไปสุดที่ Warszawa Centralna (Rzepin - Zwiebodzin - Poznan - Konin - Kutno - Warszawa Zachonia) นั่งรถไฟห้าชั่วโมงรวดโดยไม่แวะเปลี่ยนขบวนเลยมันก็ดูเหมือนจะดีนะ สบายใจ ขึ้นแล้วนั่งยาวจนถึงจุดหมายปลายทางเลย ไม่ต้องพะวักพะวงเรื่องต่อขบวนใหม่ แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะเมื่อยได้ขนาดนี้ ถึงจะได้นั่งก็ยังเมื๊อยเมื่อย นั่งจนปวดหลังน่ะ ดูเวลาแล้วดูเวลาอีก ทำไมห้าชั่วโมงมันผ่านไปช้าแบบนี้ เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้เห็นผู้โดยสารคนอื่นๆ เดินกันขวักไขว่เหลือเกิน หลายคนมาปักหลักยืนคุยกันอยู่ตามทางเดินด้วยซ้ำ เราก็เลยเอาบ้าง เข้าเมืองตาหลิ่วก็หลิ่วตาตามเขาหน่อย ขอยืนปล่อยอารมณ์ชมวิวฝนตกซักชั่วโมงจะเป็นไรไป มีเวลามากมายบนรถไฟ

อีกซักประมาณชั่วโมงก่อนจะถึงล่ะมั้ง มีผู้ชายขึ้นรถไฟมา แล้วมาถามว่าที่นั่งในห้องที่เรานั่งอยู่น่ะว่างมั้ย ตอนนั้นเหลือแค่เรากับหนุ่มน้อยที่แย่งที่เราไป คนอื่นๆ ทยอยลงไปก่อนหน้านี้แล้ว หึหึ.. นึกเคืองที่ผู้ชายคนใหม่นี้ดันถามเราเป็นภาษาโปลิช เอ่อ.. ดูจากหน้าชั้นแล้วเดาไม่ได้เลยรึว่าไม่ใช่คนท้องถิ่น? แค่อยู่บนรถไฟสายที่มุ่งหน้าเข้าประเทศโปแลนด์ ไม่ได้แปลว่าทุกคนจะพูดโปลิชได้นะคุ้ณ ก็รู้แหละว่าเค้าหมายความว่าอะไร ตอบไปว่านั่งได้ แต่ก็แสดงอาการให้รู้ซะหน่อยว่าชั้นฟังไม่เข้าใจหรอกนะ หนุ่มน้อยคนนั้นถึงได้ละสายตาจากแลปท็อปตัวเอง ถอดหูฟัง แล้วมาช่วยเจรจา

พอเริ่มที่ใกล้จะถึง Warszawa Centralna ก็เริ่มเตรียมตัว รวบรวมสัมภาระ สลับกับมองนาฬิกา มันเลยเวลาที่ควรจะไปถึงไปแล้วอ่ะ มีเหวอไปนิดหน่อยเพราะพอเลยเวลาไปแล้วก็ไม่รู้จะกะจากอะไร ชื่อสถานีอะไรๆ ก็ไม่คุ้น มาถึงสถานีใหญ่สถานีนึง คนเตรียมลงกันเยอะแยะเลย พอรถชะลอ เห็นป้ายแว้บๆ เขียนว่า Warszawa อะไรซักอย่าง อ่านไม่ทัน ฟังประกาศก็ไม่รู้เรื่อง ทั้งๆ ที่ภาษานี้นี่เราชอบนะ ไม่รู้ถูกใจอะไรมันนัก รู้สึกว่ามันมีเสน่ห์มาตั้งนานละ แต่วันนี้ไม่ชอบ โดยเฉพาะตอนที่ต้องฟังให้ออก ว่าสถานีหน้าชื่อสถานีอะไร ก่อนจะถึงที่หมายนี่ จำได้ว่ามันมีสถานีที่ขึ้นต้นว่า Warszawa เหมือนกันซะด้วย คิดว่าไม่น่าจะใช่ Warszawa Centralna หรอกน่า แต่เสน่ห์นึงของการเดินทางคือการได้โอกาสในการคุยกับคนแปลกหน้าไม่ใช่รึ? สุดท้าย.. ก็เลยลองถามหนุ่มน้อยว่านี่ใช่เมนสเตชั่นหรือเปล่า แล้วก็ได้รับคำตอบมาว่าไม่ใช่ ต้องสถานีถัดไป โอเค.. รอด เซฟ

ควรจะถึงตั้งแต่ ๒๐.๐๕ น. แต่มาถึงจริงๆ ตอนสองทุ่มครึ่ง ลงจากรถไฟมายืนงงๆ อยู่ที่ชานชาลา คนเยอะหรือที่น้อยก็ไม่รู้ มันเต็มพรื่ดไปหมดเลย ความหวังที่จะมองเห็นโทเมกแต่ไกลแล้วเดินสวยๆ ไปหาก็เลยเป็นไปไม่ได้ ไม่รู้จะลากกระเป๋าเดินไปทางไหนด้วย คนมันเยอะไปหมด แจ๊คเก็ต ผ้าพันคอ อุตส่าห์ใส่ซะเต็มอัตรา ถอดออกแทบไม่ทัน สรุปก็เลยยืนรอจนคนเริ่มซาๆ นั่นหละ ถึงได้เห็นผู้ชายสูงๆ รูปร่างๆ คุ้นๆ ตา เดินมาหาเรา

ไม่คิดว่าจะคิดถึงเขาขนาดนี้เลย มันรู้สึกดีจริงๆ นะ โทเมกยังเหมือนเดิมทุกอย่าง หน้าแบบนี้ ตาแบบนี้ ยิ้มแบบนี้ รวมถึงวิธีที่เขาต้องก้มลงมากอดแบบนี้ด้วย แบบนี้แหละที่ดั้นด้นมา เราว่าทริปนี้สมบูรณ์ตั้งแต่วินาทีนี้แล้ว บรรลุวัตถุประสงค์ แล้วก็คุ้มค่า ที่เหลือจากนี้อีกสามวัน ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง.. ถือว่าเป็นกำไรก็แล้วกัน :’)

(to be continued)


     Share

<< @PotsdamWarsaw Trip (2) : First Night Out >>

Posted on Mon 5 Sep 2011 19:26




Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh
 
 
 
The best template from http://www.oblog.cn