แก้มบวม
รู้สึกว่าจะมีดาราหรือนักร้องที่ชื่อแก้มบุ๋มใช่มั้ย? แต่ "แก้มบวม" ที่เราจั่วหัวไว้นี่ไม่ใช่ศิลปินที่ไหน แต่เป็นคุณหม่ามี๊ของเรานี่เอง อยู่ๆ ก็มีอาการแก้มบวมซะงั้น
เมื่อวานเราทำงานอยู่ดีๆ ก็มีเหตุให้ตกอกตกใจ เพราะเค้าโทรมาแล้วบอกว่า "ลูกหรอ เอ่อ..ตอนนี้แม่อยู่โรงบาลอีกละ" แล้วก็ส่งโทรศัพท์ให้คุยกับลุง (เพื่อนแม่) เพราะหมอไม่ให้พูดมาก ให้นอนเฉยๆ ที่แรกที่ลุงอธิบายก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก รู้แต่ว่านั่งกินข้าวอยู่ด้วยกันตอนเที่ยง จู่ๆ ก็สังเกตเห็นชัดว่าแก้มแม่มันบวมขึ้นๆ เคลื่อนที่ย้ายบริเวณบวมได้ด้วย เหมือนมีเอเลี่ยนแฝงอยู่ในแก้มเลย เพื่อนฝูงก็เลยแตกตื่น เดากันไปสารพัดว่าจะเกี่ยวกับที่ไปทำกายภาพบำบัดมาเมื่อเช้ารึเปล่า? หรือนักกายภาพจะจับผิดเส้น รีบพาส่งโรงพยาบาลทันที
ซึ่งครั้งนี้ก็ช่างบังเอิญ คนที่มาทำกายภาพบำบัดให้แม่เป็นนักเรียน ยังไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล พอไปถึงแผนกที่ทำกายภาพบำบัด หมอที่ดูแลก็เรียกตัวนักเรียนมาสอบถามว่าเมื่อเช้าได้ทำอะไรให้คนไข้คนนี้บ้าง มีอาการยังไงบ้าง แล้วก็สรุปว่าไม่น่าเกี่ยวกับการทำกายภาพบำบัด และก็คาดเดาว่าน่าจะเป็นการติดเชื้ออะไรซักอย่าง แนวๆ ว่าพยาธิ ซึ่งก็ไม่รู้ตอนนี้มันหลบไปอยู่ไหน จะเข้าไปถึงสมองมั้ย จะทำลายระบบประสาทรึเปล่า หน้าจะเบี้ยว กล้ามเนื้อใบหน้าจะเป็นอัมพาตมั้ย
ซึ่งในระหว่างที่คุณหมอว่าไปนั้น คนไข้ก็ใจหายไปหมดแล้ว สังเกตได้จากความดันที่พุ่งปรี๊ดๆๆ ขึ้นไปถึง 190 แบบนั้น กลายเป็นว่าต้องกินยาคุมความดัน นอนนิ่งๆ ห้ามลุกจนกว่าความดันจะลง โชคดีที่คุมได้ทั้งความดันและอาการบวม และโชคดีที่ได้หมอปอเปี๊ยะไปช่วยดูเป็นกรณีพิเศษให้ด้วย กว่าเราจะไปถึงโรงพยาบาล หม่ามี๊ก็ลงมานั่งรอยาเรียบร้อยแล้ว ขั้นแรกนี้ปอเปี๊ยะสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นพวกพยาธิ (มาจากไหนก็ไม่ยู๊ หม่ามี๊ไม่กินของดิบซักหน่อย) ต้องฆ่าพยาธิกันไป
ทีนี้ระหว่างรอยา เราก็ล้อแม่เล่นว่า ไหนลองกินขนมหน่อยซิ เพราะกินกลางวันไปได้ไม่กี่คำก็มาเกิดอาการเสียก่อน ลองดูซิว่าเอเลี่ยนของแม่มันจะออกมารับอาหารอีกมั้ย ขำๆ กันอยู่ ก็เฮ้ย..มันบวมขึ้นมาอีกจริงๆ ด้วย!! เลยโทรเรียกปอเปี๊ยะกลับมาดูอาการอีกรอบ คราวนี้ปอเปี๊ยะบอกว่า ถ้ามันสัมพันธ์กับการกินอาหาร มันก็คงไม่ใช่พยาธิแล้ว สันนิษฐานใหม่ว่าน่าจะเกี่ยวกับท่อน้ำลายมากกว่า แนะนำให้ไปพบหมอเฉพาะทาง
ก็เลยตกลงกันว่า จะรอพบหมอกันเลยในวันนั้น เพราะวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันหยุดวันพืชมงคล เราเองก็คุ้นแต่การใช้บริการโรงพยาบาลเอกชน มาเจอระบบโรงพยาบาลรัฐก็งงๆ ไปเหมือนกัน แต่ก็โอเคอ่ะ ช้ากว่ากันหน่อย แต่ก็จัดว่าสะดวกสบาย คลินิกนอกเวลาของ ร.พ.จุฬา เริ่มต้นที่ตึก ภปร. คนไข้ที่ไม่ได้นัดไว้ก่อน หลังจากเขียนใบแจ้งอาการเบื้องต้นแล้ว ก็ต้องไปหยิบบัตรคิวสีเขียวที่ช่อง 9 ก่อน แล้วก็รอจนกว่าพยาบาลคัดแยกอาการจะมาประจำหน้าที่ ซึ่งเค้าจะเรียกไปถามว่าเป็นอะไรมา เพื่อจะได้ส่งไปพบแพทย์ที่ชั้นต่างๆ ในตึก
ของแม่เป็นแผนก หู คอ จมูก ก็ไปรอที่ชั้น 10 โอ่โถง เย็นสบายดี พยาบาลก็ยิ้มแย้ม แต่ต้องรอนานหน่อย เพราะว่าต้องให้คนไข้ตามนัดเค้าได้พบหมอกันให้หมดซะก่อน กว่าจะถึงคิวก็ทุ่มครึ่งอ่ะ พบหมอแล้วก็ไปรอจ่ายตังค์ ไม่มียา เพราะหมอก็สันนิษฐานเหมือนปอเปี๊ยะ เลยจะให้ไปทำอัลตร้าซาวด์ก่อน ดูว่ามันมีการอุดตันอยู่ที่บริเวณไหนของท่อ มากน้อยอย่างไร จะได้รักษากันถูกจุด สรุปว่าเมื่อวานนี้เบ็ดเสร็จใช้เวลาอยู่ใน ร.พ.จุฬา 5 ชั่วโมงพอดี
ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แก้ไขอาการป่วย คุณหมอบอกเลยว่าเมื่อกินอาหารมันก็จะบวมขึ้นมาอีก แต่อย่างน้อยๆ ก็รู้สาเหตุของมันละ ก็จะได้ไม่ต้องตื่นตกใจกันอีก ก็อาศัยว่ากินน้อยๆ ค่อยๆ กินไปก่อน บวมเมื่อไหร่ก็หยุด ยุบแล้วถ้ายังหิวก็ไปกินใหม่เป็นอย่างนี้ไปจนถึงวันพุธ ไปพบคุณหมออีกทีในเวลาราชการ และถ้าเป็นไปได้ ให้ถ่ายรูปมาให้หมอดูด้วย ก็หวังว่าจะไม่เป็นอะไรมาก สามารถกำจัดเอเลี่ยนตัวนี้ไปได้ง่ายๆ ไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวนะแม่นะ
ป.ล. ป้าจุ๋มตั้งข้อสังเกตว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกรรมพันธุ์รึเปล่า เพราะเราก็เพิ่งค้นพบว่ามีแคลเซียมเกาะกระดูกหูไปหยกๆ นี่ยังไม่รู้ว่าตัวการที่ไปขวางอยู่ในท่อน้ำลายของหม่ามี๊นี่จะเป็นเพราะแคลเซียมด้วยหรือไม่
โอ้วๆ ที่แท้ก็เป็นครอบครัวเกินๆ นี่เอง -"-
|