Follow Up

ไปพบคุณหมอตามนัด คุณหมอคนใหม่นี่ยังไม่แก่เลยแฮะ ที่บอกว่าเชี่ยวชาญเฉพาะทางเกี่ยวกับอาการของเราน่ะ ไปถึงคุณหมอก็ซักประวัติเพิ่มนิดหน่อย ว่าเคยไปได้รับอุบัติเหตุอะไรมารึเปล่า? มีญาติพี่น้องเป็นแบบนี้บ้างมั้ย? ก็ตอบว่าไม่เคยมีอุบัติเหตุค่ะ ส่วนญาติพี่น้องนั้นไม่ทราบจริงๆ จะมีใครเป็นแล้วเค้าไม่ได้บอกก็เป็นไปได้ เพราะอาการแบบนี้ ถ้าเป็นคนมีอายุหน่อย ก็จะว่าหูตึงธรรมดานั่นหละ

คุณหมออธิบายอาการเหมือนเดิมนิดหน่อย แล้วก็พูดให้ดีใจว่า จริงๆ เท่าที่เราเป็นก็ยังไม่ถือว่ามากมายอะไร (ถึงจะขัดกับคุณหมอเสาร์ที่แล้ว แต่ก็เต็มใจที่จะเชื่อคุณหมอคนนี้มากกว่าฮ่ะ) อาจจะมีรำคาญตัวเองบ้างที่ไม่ได้ยินเสียงเต็ม 100% เท่านั้นเอง .. จริงๆ แล้วไม่รู้สึกรำคาญเลยด้วยซ้ำ ถ้าไม่เผอิญไปปิดหูซ้าย แล้วใช้หูขวาฟังข้างเดียว

ส่วนวิธีการรักษา ถ้าจะผ่าตัด ก็จะเป็นการเปลี่ยนกระดูกหูชิ้นที่มีปัญหา เอากระดูกปลอมใส่เข้าไป ซึ่งก็มีทั้งความซับซ้อนและความเสี่ยง คือ กระดูกโกลนนี่มันนอกจากจะอยู่ในสุดแล้ว ไซส์มันยังกระจิ๋วหลิวแค่ประมาณ 3 มิลลิเมตรเท่านั้น ต้องผ่าด้วยกล้องขยาย และการผ่านี้ต้องไปจัดการกันอยู่ที่บริเวณประสาทหู ถ้าเกิดความผิดพลาดอะไรขึ้นมาเล็กๆ น้อยๆ ผลก็คือทำให้สูญเสียการได้ยินจากหูข้างนั้นอย่างถาวร หรือเรียกง่ายๆ ว่าหูหนวกไปเลย แป่ว..

ถ้าจะไม่ผ่าตัด ก็ใส่เครื่องช่วยฟัง อันนี้ไม่มีอันตรายใดๆ ไปเลือกรูปแบบเครื่องช่วยฟังได้ตามใจชอบ ซึ่งปัจจุบันก็มีแบบเดิ้นๆ ออกมาเยอะ เป็นดิจิตัลก็มี เล็กใหญ่ขนาดไหนก็ว่ากันไป แล้วก็ใช้ไปตลอดชีวิตว่างั้น คุณหมอยังแถมท้ายว่า มีอีกทางเลือกนึง คือ ทำไม่รู้ไม่ชี้กับมันซะ (แปลว่าไม่ต้องทำอะไรนั่นเอง) แล้วก็สังเกตอาการเอา ปีนึงมาตรวจการได้ยินอีกซักที ดูว่ามันเป็นมากขึ้นขนาดไหน

เรายังไม่ได้ตัดสินใจหรอกนะ แค่ค่อนข้างจะเอนเอียงมาที่ทางเลือกสุดท้าย กร๊ากๆๆ ก็คิดดูแล้ว ถึงจะแค่ 5% เราก็ว่ามันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงอ่ะ เทียบจากอาการที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน ตอนนี้อย่างที่บอกว่าไม่ได้ถึงขั้นว่าฟังอะไรไม่ได้ยิน ถ้าไปเสี่ยงผ่า เกิดโชคร้ายเป็น 1 ใน 5 จากร้อยคนนั่นก็เศร้าเลยดิ! แล้วก็ยังไม่แน่ใจว่า อิหินปูนเวรนี้มันจะเลือกเกาะแต่กระดูกของแท้ หรือว่ามันจะมาเกาะกระดูกเทียมด้วย ไม่งั้น อีก 30 ปีข้างหน้า เราคงเวียนกลับมาเป็นแบบนี้อีก (ถึงตอนนั้นจะได้สิทธิ์หูตาฝ้าฟางแล้วก็ตามที)

กังวลตรงที่คุณหมอบอกว่า มีสิทธิ์เกิดขึ้นกับหูอีกข้างด้วย แต่ที่ไม่สบายใจที่สุด คือที่บอกว่าโรคนี้เป็นกรรมพันธุ์ ถึงเราจะไม่รู้ว่าบรรพบุรษเราคนไหนที่ส่งยีนส์นี้มาให้เรา แต่เราก็มีสิทธิ์จะส่งต่อมันไปยังลูกเราด้วยนี่สิ (พูดเหมือนมันจะได้มีลูกไวๆ นี้เลย กร๊ากๆๆๆ) สงสัยคงต้องเช็คลูกตั้งแต่เด็กๆ รู้แล้วหนิว่าจะทดสอบด้วยตัวเองได้ยังไงบ้าง ใส่ใจกันตั้งแต่ไวหน่อย คงจะดีกว่าปล่อยให้มารู้ตอนเป็นมากแล้วอย่างเรา

 

Posted on Sat 3 May 2008 20:19

^^ ทางเลือกสุดท้ายเท่ห์มากเลย ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับมัน..อิอิ คุณหมอช่างพูดเน๊าะ..

ยังไงก็ขอให้ตัดสินใจให้ได้ไวๆนะจ๊ะ เลือกที่ดีที่สุดนะ..

เป็นกำลังใจให้จ๊ะ..
oattoto.diaryclub.com   
Mon 5 May 2008 7:36 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกตัวเลขก่อนส่ง
 

<< December >>

S

M

T

W

T

F

S

30 

1 

3 

10 

11 

12 

13 

14 

15 

16 

17 

18 

19 

20 

21 

22 

23 

24 

25 

26 

27 

28 

29 

30 

31 

<< 2008>>


โหดแบบนี้นี่เอง
เหตุเกิดในโรงพยาบาล(สัตว์)
โดนจู่โจม
As Expected
Drama
อัพซะหน่อย ก่อนไปเรียน
A Boy And A Ball
Scenes
Bring Back My Friday!
ไม่น่า .. แต่ว่าก็ทำไปแล้ว
PR: คอนเสิร์ต ประจำปี CU Band
พระใหม่และนิสิตใหม่
BD Vodka: The 6th Year
จบละ.. ทั้งศึกรบ ศึกรัก
หรือจะบอกเหตุว่าจะเป็นแชมป์?
Iron Man
Om & P'Byrd's Wedding
แก้มบวม
ความคืบหน้า
Follow Up
Tokyo Towers
May Day.. May Day! It's Done!
เมษาคม..ไม่ได้หรอ?
29-04-08 vs 29-04-06
ฟังผล (2)
วันเกิด
ฟังผล (1)
หู-บล็อก
แนนนี่ชีช้ำ
Inisharu Di
Deal With Little Devils
เอ้ว เอ้ว เอ้ว
ขอกรี๊ดหมาสองที
คนเจ็ดสิบ ฟ้าสามสิบ
ปิดเทอมใหญ่ฯ กับคนใจแคบ
English Is (not) Fun
นาค
เครียดแบบคึกๆ
Back Up