ฟังผล (2)
(เรื่องต่อจากเมื่อวันเสาร์จ้ะ เมื่อวานคั่นด้วยวันเกิดน้องชายไปนิดนึง)
ก่อนที่จะไปรับผลสอบที่บริติช เคานซิล ต้องไปพบคุณหมอที่โรงพยาบาลอีกครั้งก่อน
ครั้งนี้มีนัดไปทดสอบการได้ยิน หรือทำ Audiogram พูดง่ายๆ ว่าตรวจให้ละเอียดลงไปจากครั้งก่อนนั่นหละ เพื่อที่จะดูว่าสูญเสียการได้ยินไปมากน้อยแค่ไหน และจะได้วินิจฉัยได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเนี่ยมันเป็นเพราะอะไร
พอถึงคิว เจ้าหน้าที่ห้องโสต ก็มาเชิญเข้าห้อง ในห้องก็เหมือนสตูดิโอเล็กๆ มี 2 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นห้องคอนโทรล กับส่วนที่เป็นที่นั่งของผู้รับการทดสอบ คุณเจ้าหน้าที่มาอธิบายว่าจะทำอะไรกับเราบ้าง
Task แรกนี้เค้าเอาส้อมเสียง (Tuning-Fork) มาเคาะแล้วให้เราบอกว่าได้ยินเสียงหรือไม่ การทดสอบโดยส้อมเสียงนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 วิธี คือ แบบแรก เอาส้อมเสียงมาวางไว้แถวๆ กลางหัว เรียกว่า Weber Test อันนี้ตรวจหาว่าอะไรบกพร่องกันแน่ ระหว่างการนำเสียงกับระบบรับเสียง จากนั้นก็ลองแบบที่สอง เรียกว่า Rinne Test คราวนี้เค้าจะเอาส้อมเสียงมาวางไว้ที่ด้านหน้าหูกับที่หลังหู เพื่อเปรียบเทียบการนำเสียงทางอากาศกับทางกระดูก ซึ่งเราได้ยินหมดทุกแบบ (แต่ระดับความดังไม่เท่ากัน)
Task ที่สองเป็นการตรวจด้วย Audiometer คุณเจ้าหน้าที่เอาหูฟังมาครอบหูเราทั้งสองข้าง แล้วก็ให้ฟังว่าได้ยินเสียงสัญญาณที่เค้าเปิดหรือไม่ ถ้าได้ยินก็ให้ยกมือบอก เสียงที่ได้ยินมันจะเป็นเสียงปี๊ดๆ ปู๊ดๆ สูงต่ำดังเบาต่างกันไป ทดสอบครบสองเข้างแล้วก็ลองอีกที แต่คราวนี้เค้าใส่เสียงรบกวนเข้าไปที่หูข้างนึงด้วย คือให้ใช้หูข้างเดียวฟังนั่นแล ป้องกันไม่ให้ใช้หูข้างที่ดีกว่าช่วยฟัง
Task สุดท้าย คือ Speech Audiometry คุณเจ้าหน้าที่จะพูดคำสั้นๆ 1-2 พยางค์ แล้วให้เราพูดตาม ก็เหมือนเดิม ดังเบาต่างกัน มีเสียงรบกวนบ้าง ก็ตอบไปเท่าที่จะตอบได้ อันไหนไม่แน่ใจก็ให้เดาคำที่คิดว่าใช่ อันนี้คิดว่าจะง่าย จริงๆ ก็ไม่ง่ายแฮะ
สภาพเราตอนนี้นี่เครียดแล้วหละ ไม่ชอบทำการทดสอบอะไรแบบที่ให้ต้องรู้สึกว่าเรา "ไม่สามารถ..." แบบนี้ อารมณ์เดียวกันเวลาไปวัดสายตาอ่ะ มันต้องมีจุดที่เรามองไม่เห็นน่ะ รู้สึกแย่ๆ แถมครั้งนี้หนักกว่าวัดสายตาสิบเท่า เฮ้อ.. เสียงที่เค้าใช้ทดสอบเราน่ะได้ยินมั่งไม่ได้ยินมั่ง แต่ที่ดังชัดตลอดเวลาคือเสียงหัวใจตัวเองนี่หละ ตุ้บ ตุ้บ ตุ้บ เครียดเว้ย..
คุณเจ้าหน้าที่ก็ดูเครียดๆ กว่าตอนแรก ถามเราว่าเป็นมานานหรือยัง? เคยปรึกษาแพทย์บ้างมั้ย? เป็นคนกรุงเทพหรือเปล่า? ทำไมปล่อยไว้นานขนาดนี้? โอย..เครียดกว่าเดิม ดูเหมือนจะมีปัญหามากกว่าที่คิดซะแล้ว
จากนั้นก็ไปพบคุณหมออีกที คุณหมอดูผลที่ได้จาก Audiogram แล้วบอกว่า "loss เยอะเหมือนกันนะเนี่ย" แล้วให้เรากลับไปทำ Test อีกที อะไรกัน! มันถึงขนาดต้องตรวจเพิ่มเลยหรอ แง๊ๆๆ ใจเสียไปอีกหนึ่งสเต็ป
Test ครั้งนี้ใช้เครื่องมืออีกตัว ไม่แน่ใจว่าเรียกว่าอะไร แต่เป็นการเอาอุปกรณ์ที่มีปลายเหมือนจุกยางเล็กๆ ใส่เข้าไปในหู อารมณ์เหมือนใส่หูฟังแบบ in-ear อ่ะค่ะ แต่มันจะแน่นกว่า แล้วมันมีความเคลื่อนไหวนิดๆ ด้วย เจ็บนิดหน่อย แต่ก็ทนได้ เครื่องมือนี้จะปล่อยเสียงหวีดปรี๊ดๆ ใส่หูเรา สลับทำแบบนี้ทั้ง 2 ข้าง ระหว่างที่ทำอยู่นั้น ที่เครื่องมือตัวแม่ก็จะพล็อตกราฟออกมา
เสร็จแล้วก็กลับไปพบคุณหมออีกครั้ง คุณหมอดูผลตรวจแล้วก็หยิบรูปองค์ประกอบภายในหูมาอธิบายว่า ว่าในหูคนเรามีกระดูกสำคัญ 3 ชิ้น คือ ค้อน ทั่ง โกลน (ที่เคยท่องกันสมัยเด็กๆ น่ะค่ะ) โดยทั้งสามชิ้นนี้จะสั่นสะเทือนเมื่อได้รับเสียง แล้วส่งต่อไปยัง Cochlea หรืออวัยวะรูปก้นหอย เพื่อแปลงความสั่นสะเทือนนั้นให้เป็นคลื่นประสาท ส่งไปที่สมองเพื่อแปลความหมายอีกที
กรณีของเรานี่กระดูกชิ้นในสุด หรือกระดูกโกลน (Stapes) มันสั่นไม่ค่อยได้ เนื่องจากมีแคลเซียมไปเกาะอยู่ ก็เลยทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียง การรักษาทำได้ 2 ทางคือ ถ้าเป็นน้อย ก็ใส่เครื่องช่วยฟัง แต่ถ้าเป็นมากก็ต้องผ่าตัด คุณหมอพูดต่อว่า การผ่าตัดอันนี้เป็นการผ่าตัดที่ยากและซับซ้อน เดี๋ยวจะต้องส่งตัวเราไปให้แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ แล้วค่อยปรึกษากันอีกที ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน
ระหว่างที่รอคุณพยาบาลหานัดคิวพบคุณหมอคนใหม่ แกก็อธิบายต่อว่า ยังไม่มีรายงานว่าแคลเซียมที่ว่านี้มันมาจากอะไร รู้แต่มันเกิดการสะสมที่กระดูกชิ้นนี้ ฮือ.. ความจริงเราอ่ะนั่งใจโหวงเหวงมาตั้งแต่ประโยคแรกๆ แล้วแหละ แต่ยังรวบรวมแรงถามคุณหมอว่า คนอื่นๆ เค้าเป็นโรคนี้กันบ้างมั้ย (เผื่อว่าถ้ารู้ว่ามีเคสอื่นๆ ด้วย จะได้อุ่นใจหน่อย)
แต่คำตอบของคุณหมอคือ "น้อยมากครับ ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่พบอาการนี้" แง.. ทำไมเค้าต้องมาแจ๊คพ็อตในเรื่องพรรค์นี้ด้วยอ้ะ?!? แง แง แง Y.Y
ระหว่างนั่งรอใบนัดต้องข่มใจไม่ให้น้ำตาไหลอย่างหนัก วูบนึงที่คิดว่าเกือบไปแล้ว.. เกือบจะทำตัวเองให้ฟังเพลงไม่ได้เหมือนเดิมแล้วนั้น มันเย็นเยียบเข้าไปถึงหัวใจเลยนะ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคำว่า "คนพิการ" จะใกล้ตัวมากอย่างนี้ เราขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณพ่อแม่มาตลอดที่ให้เราเกิดมาครบ 32 แค่คิดเล่นๆ ยังไม่สามารถเลือกได้ ว่าถ้าต้องเสียอะไรไปซักอย่างจะเสียอะไร เรื่องอื่นเราอาจจะไม่โลภนะ แต่เรื่องนี้นี่ขอมีครบๆ แบบนี้ตลอดชีวิตเถอะนะ
ช่วงเวลาที่ฟังผลการตรวจจากคุณหมอ อดไม่ได้ที่จะคิดถึงฉากในหนัง ที่หมอบอกว่า คุณเป็นโรคนี้ๆ ซึ่งเป็นแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของโลก ประมาณนั้น ไม่นึกว่าจะได้มาเจอเองกับตัว พยายามปลอบใจตัวเองว่า เคสของเรายังเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับคนที่เค้าเป็นโรคที่ร้ายแรงถึงชีวิตกว่านี้ เพราะฉะนั้นทำใจดีๆ แล้วไปบอกหม่ามี๊แบบที่ไม่ทำให้เค้าตกใจจะดีกว่า
ตอนนี้นอกจากเรื่องการรักษาแล้ว ยังกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย คงไม่น้อยแน่ๆ อ่ะ ประกันชีวิตที่ออฟฟิศทำให้ ไม่รู้จะครอบคลุมรึเปล่า ประกันสังคมจะช่วยมั้ย จะต้องใช้เงินขนาดไหนยังนึกไม่ออก ต้องรอเสาร์หน้า ไปพบคุณหมออีกทีก่อน
ขอเอาตัวเองเป็นอุทาหรณ์ให้คนที่ได้มาอ่านไดวันนี้ทุกคนเลยนะคะ ว่าอย่านิ่งนอนใจกับความผิดปกติแม้เพียงเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย ตัดความคิดที่ว่าอุปาทาน หรือมันไม่ได้เจ็บไข้ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อเลยทำให้ไม่ใส่ใจเท่าที่ควร ออกไปให้หมด อย่าเอาอย่างเรา ที่เริ่มจากเป็นคนกลัวหมอ ไม่ชอบไปโรงพยาบาล แล้วก็ชอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่เป็นไร ดูแลร่างกายของเราไว้ ในวันที่มันยังไม่สายเกินไปจะดีกว่า
|